วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

กงสุลใหญ่ปีนังเยี่ยมชุมชนไทยที่บัตเตอร์เวิร์ธเพื่อชี้แจงสถานการณ์ในเมืองไทย

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง

กงสุลใหญ่ปีนังเยี่ยมชุมชนไทยที่บัตเตอร์เวิร์ธเพื่อชี้แจงสถานการณ์ในเมืองไทย


เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2553 นายวรเดช วีระเวคิน กงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซียและคณะเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมชุมชนไทยที่วัดโพธิเจริญธรรม (วัดไทยสุไหงปูยู) เมืองบัตเตอร์เวิร์ธ โดยมีพระสงฆ์ไทย ครอบครัวคนไทยประมาณ 30 ครอบครัวและนางสุนันท์ ตัน เครือข่ายชุมชนไทยให้การต้อนรับพบปะสนทนากับกงสุลใหญ่ฯ อย่างอบอุ่น

นายวรเดชฯ ได้แจ้งให้ชุมชนไทยทราบว่า สถานกงสุลใหญ่ฯ มีแผนที่จะเยี่ยมพบปะกับชุมชนชาวไทยอยู่เสมอเพื่อรับรู้รับทราบปัญหาของชุมชน และในโอกาสนี้ได้ชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทย และได้เชิญชวนคนไทยลงทะเบียนเลือกตั้งนอกอาณาจักรด้วย ทั้งนี้กงสุลใหญ่ฯ ได้ขอความร่วมมือชุมชนไทยให้แจ้งข้อมูลคนไทยที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากปฏิบัติการใดๆที่ไม่เป็นธรรม หรือจากการเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ให้สถานกงสุลใหญ่ฯ ทราบเพื่อจะให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

จากการสนทนากับประชาชนที่ไปต้อนรับสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ทราบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของชุมชนไทยคือปัญหาเอกสารทะเบียนราษฎร์-ทะเบียนครอบครัว การต่ออายุหนังสือเดินทาง การเข้าเมืองผิดกฎหมาย และปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้งนี้ สถานกงสุลใหญ่ฯ ตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาการพนันและการดื่มสุราในกลุ่มคนไทยเริ่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้ชาวบ้านจะเข้าวัด-ทำบุญบ้าง แต่ส่วนใหญ่มุ่งมาในเรื่องไสยศาสตร์

ในโอกาสดังกล่าวกงสุลใหญ่ฯ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องเรียนภาษาไทยด้วย ซึ่งได้รับรายงานว่าห้องเรียนสามารถรับนักเรียนได้มากถึงจำนวน 30 คน แต่มีนักเรียนเข้าเรียนไม่ถึง 10 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กอายุ 4-5 ขวบ โดยมีนางสุนันท์ฯ เป็นครูเพียงคนเดียว สำหรับหนังสือเรียน ผู้สอนทำสำเนาจากหนังสือแบบเรียนรุ่นเก่าของไทย ทั้งนี้กงสุลใหญ่ฯ เคยขอรับบริจาคแบบเรียนรุ่นเก่าจากผู้มีจิตกุศล และได้มอบให้นางสุนันท์ฯ เพื่อใช้ประโยชน์ก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว

เตือนคนไทยที่เดินทางไปเมืองมุมไบ

ย่านชุมชนแออัดเมืองมุมไบ


เตือนคนไทยที่เดินทางไปเมืองมุมไบ


นายจักร บุญหลง อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศแถลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 ว่า สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดียรายงานว่าในช่วงเดือนมิถุนายน 2553 มีรายงานว่ามีชาวอินเดียเสียชีวิตจากไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ในเมืองมุมไบแล้ว จำนวน 6 ราย ซึ่งรวมทั้งหญิงตั้งครรภ์ 6 เดือน และเด็กอายุ 1 ขวบ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานคนต่างชาติป่วยติดเชื้อหรือเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวแต่ประการใด

อธิบดีกรมการกงสุลเตือนให้คนไทยที่มีเหตุจำเป็นต้องเดินทางไปเมืองมุมไบใช้ความระมัดระวังในการป้องกันตนเองจากการติดโรคหวัดสายพันธุ์ใหม่ด้วย เนื่องจากช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน ในประเทศอินเดียเป็นช่วงฤดูลมมรสุมและปกติจะมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มมากขึ้นตามฤดูกาลอยู่แล้ว

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เตือนนักขุดทองระวังโดนหลอก


เตือนนักขุดทองระวังโดนหลอก

นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ซึ่งมีเขตอาณาครอบคลุมอีก 9 ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก รวมทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งที่คุ้นเคยกันในชื่อประเทศคองโก ได้รับการร้องเรียน/ปรึกษาปัญหาจากนักธุรกิจไทยที่เข้ามาทำการค้าขายแร่ทองคำจำนวนสองรายในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ความคล้ายคลึงการของนักธุรกิจทั้งสองราย คือ รู้ตัวว่าน่าจะโดนคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งเป็นคนแอฟริกาหลอกลวงทั้งเงินทั้งสินค้าไปเป็นมูลค่ามหาศาล

นายประสิทธิพรฯ แจ้งรายละเอียดของทั้งสองกรณีว่า รายแรกเป็นการตกลงซื้อทองจากประเทศคองโกผ่านตัวแทนซึ่งเป็นชาวเคนยาซึ่งพบเจอกันในสถานที่สาธารณะแห่งหนึ่ง จากการรู้จักกันมาระยะเวลาหนึ่งทำให้เกิดความไว้วางใจ จึงได้ตกลงจ่ายเงินค่าดำเนินการให้แก่นายหน้าชาวเคนยาคนดังกล่าวไปจำนวนหนึ่ง โดยก่อนวันเดินทางมายังไทยนายหน้าคนดังกล่าวได้นำเอกสารต้นฉบับที่เกี่ยวข้อง อาทิ ใบรับรองการส่งออกแร่ทองคำ ใบจดทะเบียนบริษัท หนังสือเดินทาง มาให้ดู ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจมากยิ่งขึ้น วันรุ่งขึ้นจึงนัดไปเจอกันที่สนามบินเคนยาเพื่อเดินทางไปประเทศไทยพร้อมกัน เมื่อถึงเวลานัดที่สนามบิน แน่นอนว่า ชายคนดังกล่าวไม่ปรากฏตัวและปิดโทรศัพท์มือถือซึ่งเป็นช่องทางเดียวที่สามารถติดต่อเขาได้

รายที่สองเป็นนักธุรกิจติดต่อกับคู่ค้าที่คองโกโดยตรง ตกลงชำระเงินค่าแร่ทองคำเป็นจำนวนหลายหมื่นเหรียญ โดยที่ยังไม่ได้เห็นสินค้า ต่อมา นักธุรกิจไทยรายนี้ได้รับแจ้งว่า ขณะนี้ทองคำที่สั่งได้ส่งมาจากคองโกถึงสนามบินเคนยาและพร้อมจะส่งต่อไปยังประเทศไทยแล้ว นักธุรกิจคนดังกล่าวจึงเดินทางมาจากประเทศไทยเพื่อมารับของด้วยตนเอง แต่เมื่อเดินทางมาถึงปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรที่สนามบินเคนยาไม่ยอมให้นำของขึ้นเครื่องโดยอ้างว่า เอกสารที่มาพร้อมสินค้านั้นเป็นเพียงสำเนา ต้องการดูต้นฉบับเพื่อเปรียบเทียบ ซึ่งแน่นอนว่าทำได้ลำบากเนื่องจากเอกสารต้นฉบับอยู่ที่คู่ค้าที่คองโก ต้องใช้เวลาส่งเอกสารอีกพอสมควร เจ้าหน้าที่ศุลกากรกลุ่มดังกล่าวจึงได้เสนอความช่วยเหลือโดยอ้างว่าสามารถจัดของขึ้นเครื่องบินเที่ยวเดียวกับที่นักธุรกิจไทยจะใช้เดินทางกลับประเทศไทยได้เลย แต่ขอเรียกรับค่าดำเนินการจำนวน 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งสองกรณี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ได้แนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุเพื่อเป็นหลักฐานและดำเนินการในขั้นตอนการสืบสวนต่อไป จากการเข้าร่วมแจ้งความกับผู้เสียหายรายหนึ่ง สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้รับคำเตือนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเคนยาว่า ในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ มีกรณีฉ้อโกงและหลอกลวงทางธุรกิจเกิดขึ้นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นการใช้เอกสารปลอม ฉ้อโกง แร่ทองคำปลอม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถตามจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ และส่วนมากความเสียหายต่อทรัพย์สินก็ได้เกิดขึ้นแล้ว บางกรณีผู้เสียหายถึงกับได้เห็นและสัมผัสทองคำมาแล้วแต่ก็ยังถูกฉ้อโกงจนได้ ผู้กระทำความผิดหลายคนไม่ได้มีสัญชาติเคนยาหรือถือหนังสือเดินทางปลอม

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะช่วยกันกวดขันอย่างเต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องเงินโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ แต่ด้วยกำลังคนที่ไม่เพียงพอต่ออัตราการเกิดอาชญากรรมในประเทศนี้ จึงขอให้หน่วยราชการไทย ช่วยเตือนไปยังนักธุรกิจไทยที่ยังคงแสวงหาโอกาสในการเข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับทองคำและอัญมณีในประเทศแถบนี้ให้เพิ่มความระมัดระวังและใช้วิจารณญาณอย่างละเอียดรอบคอบ ที่นี่นักต้มตุ๋นล้วนแล้วแต่มืออาชีพทั้งสิ้น นักธุรกิจที่ไม่มีความระแวดระวังหรือไม่มีประสบการณ์มักจะตกเป็นเหยื่ออยู่เสมอ

นายประสิทธิพรฯ สรุปว่า กรมการกงสุลขอเตือนนักธุรกิจที่เข้าไปเสี่ยงโชคในภูมิภาคแอฟริกาว่าไม่มีอะไรที่ได้มาโดยง่ายและราคาถูก แร่ทองคำหรืออัญมณีที่นี่เองก็ได้รับการบอกเล่าจากคนท้องถิ่นว่า ไม่ได้หาได้ง่ายๆ แล้ว ทำอะไรขอให้มีสติและระวังตัวไว้ก่อนย่อมดีกว่ามาแก้ไขภายหลังที่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว

อุทกภัยครั้งใหญ่ในมณฑลฟูเจี้ยน คนไทยปลอดภัย

นายเจษฎา ชวาลภาคย์ กงสุลใหญ่ ณ เซี่ยเหมิน


อุทกภัยครั้งใหญ่ในมณฑลฟูเจี้ยน คนไทยปลอดภัย


นายเจษฎา ชวาลภาคย์ กงสุลใหญ่ ณ เซี่ยเหมินเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 100 ปี ที่อำเภอไท่หนิงมณฑลฝูเจี้ยน เส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาดเป็นผลให้หมู่บ้านกว่า 700 หมู่บ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ขณะนี้ทางการสามารถเข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้วโดยนำน้ำ อาหารและเครื่องนุ่งห่มไปแจกจ่าย และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งกู้ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร

นายเจษฎาฯยืนยันว่าไม่มีรายงานคนไทยที่พำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยนได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหายในเหตุอุทกภัยครั้งนี้ เนื่องจากส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเมืองโดยเฉพาะบนเกาะเซี่ยเหมิน

ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ในมณฑลฝูเจี้ยน จำนวน 700 คน เป็นนักเรียนนักศึกษา จำนวน 500 คน นักธุรกิจ 100 คน และเป็นชาวจีนโพ้นทะเล 100 คน

อุบัติภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหวในมณฑลหูหนาน คนไทยปลอดภัย

สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง

อุบัติภัยน้ำท่วม แผ่นดินไหวในมณฑลหูหนาน คนไทยปลอดภัย

นายวิชิต ชิตวิมาน กงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง
แถลงว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2553 มีรายงานฝนตกหนักแถบภาคใต้ของประเทศจีนเป็นผลให้เกิน้ำท่วมและแผ่นดินถล่มฉับพลันและก่อความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินในพื้นที่ 74 เมือง ของ 6 มณฑล ได้แก่ ฟูเจี้ยน กวางตุ้ง หูหนาน เจียงซี กวางซีและเสฉวน โดยประชาชนกว่า 2.56 ล้านคนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ ทั้งนี้มีประชาชน 238,000 รายต้องอพยพออกจากบ้านเรือนตนเอง มีรายงานว่าบ้านเรือนของราษฎรถล่มเสียหายมากกว่า 33,000 หลังคาเรือน และประมาณว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมูลค่า 2.72 พันล้านหยวน (398 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นผลจากพื้นที่เพาะปลูกได้รับผลกระทบประมาณ 126,700 เฮกตาร์

พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุดได้แก่พื้นที่ 3 มณฑล ประกอบด้วย ฟูเจี้ยน กวางซี และเสฉวน โดยเฉพาะในมณฑลฟูเจี้ยนนั้น จากการที่น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มทำให้รถไฟระหว่างฝูโจวและฉางซาต้องหยุดให้บริการชั่วคราวระหว่างวันที่ 18 และ 19 มิถุนายน 2553

นายวิชิตฯ เปิดเผยว่า ได้ประสานกับสำนักงานต่างประเทศมณฑลหูหนานแล้ว ทราบว่าไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ช่วงเวลาน้ำท่วมในประเทศจีนจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน – กันยายน ทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกหนักใน

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เตือนคนไทยในกรุงไนโรบีให้ระมัดระวังความปลอดภัย

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี


เตือนคนไทยในกรุงไนโรบีให้ระมัดระวังความปลอดภัย

นายจักร บุญหลง อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยาว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2553 เวลา 04.00 น. คนร้าย 4 คน พร้อมอาวุธครบมือได้บุกเข้าปล้นบ้านเลขที่ 59 ถนนเป็บโปนี เขตเวสต์แลนด์ กรุงไนโรบี ซึ่งเป็นสถานประกอบการนวดแผนไทย Thai Massage and Spa ซึ่งภายหลังเกิดเหตุการปล้นดังกล่าวชุมชนไทยได้รายงานให้สถานทูตทราบ ซึ่งนายโฆษิต ฉัตรไพบูลย์ เอกอัครราชทูต ได้มอบให้นายธวัช ขวัญจิตร์ และนายภาณุพันธ์ ชัยรังสิยากร เลขานุการโทไปเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าทุกข์ยังสถานที่เกิดเหตุในทันที

นางคำพา บรรหารซึ่งพักอยู่ในบ้านดังกล่าวเพียงลำพังให้การว่า คนร้ายงัดรั้วบ้านด้านหลังซึ่งติดทางเดินและเปลี่ยวมาก ไม่ค่อยมีคนสัญจร แล้วใช้เครื่องมือตัดกุญแจจำนวน 5 ดอก และงัดเหล็กดัดหน้าต่างห้องโถงเข้าไปในบ้าน เมื่อคนร้านเข้ามาในบ้านได้ทำร้ายนางคำพาฯ โดยใช้ของแข็งตีบริเวณหน้าผากและบังคับให้บอกที่ซ่อนเงิน ซึ่งนายคำพาฯ ไม่ได้ขัดขืนแต่ประการใดเนื่องจากเกรงว่าหากขัดขืนจะถูกทำร้ายร่างกายถึงตายได้ ทั้งนี้คนร้ายได้รื้อค้นทรัพย์สินและได้หยิบสิ่งของ และเงินสดจำนวนหนึ่งไปด้วย

อธิบดีกรมการกงสุลแถลงด้วยว่า ปัจจุบันสถิติอาชญากรรมในกรุงไนโรบีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเกือบทั่วประเทศ ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง และไม่อาจคาดเดาได้ว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นคนพื้นเมือง นักการทูต เจ้าหน้าที่องค์การระหว่างประเทศ โดยผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงไนโรบีจะต้องตื่นตัว ทั้งนี้ สถิติการเกิดอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น อาจเนื่องมาจากภาวะค่าครองชีพและการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ปัญหาทางเศรษฐกิจจึงเป็นต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมด้านต่างๆ เช่น การลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมของเคนยา ก็ได้พยายามแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่แต่ด้วยเหตุที่มีกำลังไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้อย่างทันท่วงทีและไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ทุกกรณี โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 20-23 มิถุนายน 2553 หน่วยงานสหประชาชาติในกรุงไนโรบีรายงานว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นในกรุงไนโรบีถึง 5 ครั้ง

อธิบดีกรมการกงสุลกล่าวสรุปว่า ขณะนี้สถานทูตไทยที่ประเทศเคนยาได้แจ้งเตือนชุมชนไทยทั้งที่อาศัยในกรุงไนโรบีและเมืองอื่นๆเป็นระยะ ให้ระมัดระวังเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนโดยไม่ประมาท รวมทั้งให้ตรวจสอบความเรียบร้อยของหน้าต่างประตูทุกบาน และคอยจับตาดูพฤติกรรมของคนรับใช้และพนักงานรักษาความปลอดภัยในบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นสายให้คนร้ายเข้าปล้นชิงทรัพย์ในบ้านได้ นอกจากนั้นในการใช้ชีวิตประจำวัน ควรมีความระมัดระวัง เช่น การไม่เดินทางไปไหนเพียงลำพัง ไม่ไปในที่เปลี่ยว ระมัดระวังในการติดต่อกับธนาคาร ซึ่งอาจมีคนร้ายคอยสังเกตพฤติกรรมการฝาก-ถอนเงินได้ และสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลนั้นจะต้องล็อกประตูรถไว้เสมอ และไม่เปิดกระจกทิ้งไว้อันจะเป็นเหตุให้คนร้ายฉวยโอกาสปล้นจี้ได้

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รักษาการกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์สนับสนุนโครงการชุมชนไทยเข้มแข็งในภาคตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย



รักษาการกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์สนับสนุนโครงการชุมชนไทยเข้มแข็งในภาคตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2553 เวลา 13.00 น. นายชาลี สกลวารี รักษาการกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ พร้อมด้วยรองกงสุลใหญ่ และอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน ได้ให้การต้อนรับนายโดรุแม วาแม ประธานชมรมชาวไทย ในภาคตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย และคณะที่ปรึกษาชมรมฯ ซึ่งประกอบด้วยนายชูเดช อินทรวงศ์ อดีตประธานชมรมชาวไทยฯ คนแรก และนายสมศักดิ์ ชุ่มชื่น อดีตรองประธานชมรมฯ เพื่อพบหารือเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานของชมรมชาวไทยฯ การสนับสนุนกิจกรรมของสถานกงสุลใหญ่ฯ ในโอกาสต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีและความเข้มแข็งในหมู่ชุมชนคนไทย อาทิ โครงการสอนภาษาไทย และศูนย์การเรียน กศน. เจดดาห์ฯ ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ฯ ให้การสนับสนุนอยู่ในปัจจุบัน การจัดงานการกุศลเพื่อหารายได้สนับสนุนศูนย์การเรียน กศน.ฯ งานประเพณีไทยและท้องถิ่น เป็นต้น

รักษาการกงสุลใหญ่ได้กล่าวแสดงความขอบคุณชมรมชาวไทยฯ ที่ได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมของสถานกงสุลใหญ่ฯ ด้วยดีเสมอมา และขอให้ชมรมฯ ดำเนินกิจกรรมโดยคำนึงถึงประโยชน์สุขที่จะเกิดแก่ชุมชนชาวไทย โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพของยุวชนไทย และดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองและความเป็นชุมชนไทยเข้มแข็ง ทั้งนี้ เพื่อความเป็นเอกภาพของความเป็นไทย อีกทั้งจะเป็นการแสดงภาพลักษณ์ที่ดีต่อชาวซาอุดีฯ และชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย