วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2555
ความรุนแรงกระชับพื้นที่ คนไทยในซีเรียพร้อมเผ่น
สถานการณ์ในซีเรียส่อเค้ารุนแรงและขยายตัวมากขึ้น ขณะนี้ เริ่มมีความรุนแรงและการปะทะกันด้วยอาวุธตามชานกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย สถานทูตไทยต้องติดต่อกับคนไทยถี่ยิบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในกรุงดามัสกัส ทราบว่าคนไทยทุกคนยังคงปลอดภัย ยังมีขวัญและกำลังใจดี และเห็นว่าสถานการณ์ในกรุงดามัสกัสยังค่อนข้างปกติ สำหรับการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ประท้วงและมีผู้เสียชีวิตตามที่เป็นข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ล้วนเกิดขึ้นในย่านนอกเมือง
คนไทยในซีเรียที่เหลืออยู่ประมาณ 30-40 คน เป็นนักศึกษา 20 คน ที่เหลือเป็นหญิงไทยที่สมรสกับชาวซีเรีย นักศึกษาไทยแจ้งว่า มหาวิทยาลัยยังเปิดการเรียนการสอนเป็นปกติและหากสถานการณ์ไม่เลวร้ายลงมากนัก พวกตนก็ประสงค์จะเรียนต่อไปเพื่อให้จบภาคการศึกษาในเดือนพฤษภาคม นี้ สำหรับคนไทยที่สมรสกับชาวซีเรียแสดงความประสงค์จำพำนักอยู่กับครอบครัวในกรุงดามัสกัสต่อไป โดยหัวหน้าครอบครัวจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเดินทางออกจากซีเรียเอง
สถานทูตไทยทั้งที่ริยาดประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งมีเขตอาณาดูแลประเทศซีเรีย และสถานทูตไทยที่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดนที่มีพรมแดนติดกับประเทศซีเรีย ได้ร่วมกันเตรียมแผนการสำหรับอพยพคนไทยในซีเรียแล้ว โดยประสานกับทางการประเทศจอร์แดนขออนุญาตให้คนไทยผ่านทางเข้ามาในจอร์แดนหากมีกรณีฉุกเฉิน
ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สุรา พาวิบัติ..แีรงงานไทยในอิสราเอลตีกันปางตาย
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล รายงานว่า ศาลตัดสินจำคุกและปรับคนงานไทยในข้อหาทำร้ายร่างกายเพื่อนคนงานไทยด้วยกันถึง 3 คน โดย 1 คน มีอาการสาหัสมาก
คนงานที่ก่อเหตุทำงานอยู่ในฟาร์มเกษตรแห่งหนึ่งในเมืองเมตูลา ประเทศอิสราเอล โดยในวันที่เกิดเหตุมีการชำแหละเนื้อวัวแจกจ่ายกันในหมู่คนงานไทย และมีคนงานไทยหลายคนดื่มสุราจนมึนเมา หนึ่งในนั้นคือนายหนึ่ง (นามสมมติ) คนงานผู้ก่อเหตุ พอมีอาการเมาสุราจนได้ที่ก็ไปว่ากล่าวหาเรื่องกับนายสอง (นามสมมติ) คนงานอีกคนหนึ่ง นายสองเห็นว่านายหนึ่งเมาสุราไม่ต้องการทะเลาะด้วยและได้เสนอให้นายหนึ่งชกหน้าตนเพื่อจะได้หายโกรธและจะได้เลิกรากันไป นายหนึ่งจึงชกหน้านายสองจนนายสองฟันหัก
หลังจากนั้น เพื่อนคนงานคนอื่นๆ เห็นว่ามีการชกต่อยกันจึงพยายามเข้ามาห้ามปราม โดยนายสาม (นามสมมติ) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายจ้างให้มีหน้าที่ดูแลและเป็นหัวหน้าคนงานได้เข้ามาไกล่เกลี่ยและขออย่าให้ทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อย ต่อจากนั้นคนงานทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปนอนพักผ่อน ประมาณ 1-2 ชั่วโมงผ่านไป นายหนึ่งผู้ก่อเหตุยังไม่หายเมาและไม่ยอมเลิกรา บุกเข้าไปยังห้องพักของนายสามลากนายสามออกมาจากที่นอนและใช้มีดสปาร์ตาที่ใช้ทำสวนอินทผลัมฟันนายสามหลายครั้งจนได้รับบาดเจ็บสาหัสและสลบไป โดยมีบาดแผลถูกฟันที่ศีรษะ ใบหน้าถูกดวงตาซ้ายแตกและไม่สามารถมองเห็นได้ มีดยังฟันถูกนิ้วมือขวาขาดอีก 2 นิ้ว นายสามถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยทางเฮลิคอปเตอร์ และแม้ว่าแพทย์จะเย็บนิ้วคืนให้ได้แต่นายสามก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวนิ้วทั้งสองได้ รวมทั้งยังสูญเสียดวงตาข้างซ้ายด้วย
และที่ต้องประสบเคราะห์ร้ายไปด้วยคือนายสี่ (นามสมมติ) ที่พักอยู่ห้องเดียวกับนายสาม โดยก่อนนายหนึ่งจะลากนายสามออกมาจากห้องได้ใช้มีดฟันที่ขาของนายสี่จนได้รับบาดเจ็บมาก แม้จะรักษาจนทุเลาดีแล้วแต่นายสี่ก็ยังเดินได้ไม่สะดวกเหมือนเดิม
นายหนึ่งถูกนำตัวขึ้นศาลซึ่งศาลเห็นว่านายหนึ่งกระทำความผิดฉกรรจ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนายสามที่ถูกทำร้ายถึงสลบและต้องนำตัวไปรักษาโดยเฮลิคอปเตอร์ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีนายสามอาจถึงตายได้ ศาลอิสราเอลจึงลงโทษนายหนึ่งอย่างหนักเป็น 3 กระทงความผิด ดังนี้
1. กรณีทำร้ายร่างกายนายสาม ถูกลงโทษจำคุก 13 ปี
และให้จ่ายค่าเสียหายให้นายสามเป็นเงิน 100,000 เชคเกล (ประมาณ 800,000
บาท)
2. กรณีทำร้ายร่างกายนายสี่ ถูกลงโทษจำคุก 2 ปี และให้จ่ายค่าเสียหายให้นายสี่
50,000 เชคเกล (ประมาณ 400,000 บาท)
3. กรณีทำร้ายร่างกายนายสอง ถูกลงโทษจำคุก 6 เดือน
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหาแรงงานไทยที่ดูเหมือนจะแก้ยังไงก็ไม่หาย เป็นข้อเสียที่ทำให้ภาพลักษณ์ของคนไทยเสียหายเป็นอย่างมาก แรงงานไทยมีชื่อเสียงที่ดีในเรื่องของความขยันและทักษะในการทำงาน เชื่อฟังนายจ้างไม่เรียกร้องงองแงเหมือนคนงานบางสัญชาติ แต่ข้อเสียใหญ่ๆ มี 2 อย่างคือ ชอบเล่นการพนัน และชอบดื่มเหล้า เมาสุราอาละวาด พอขาดสติก็ทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ก่อความเดือดร้อนรำคาญไปจนถึงก่อคดีอุกฉกรรจ์ด้วยความขาดสติไม่คำนึงว่าการกระทำของตนจะทำให้ตัวเองและผู้อื่นเดือดร้อนแสนสาหัสขนาดไหน ตัวเองก็ต้องติดคุก ในบางประเทศลงโทษหนักถึงประหารชีวิต ผู้ที่ตัวเองไปทำร้ายก็ต้องจบชีวิตหรือพิการจนไม่สามารถทำงานหรือใช้ชีวิตได้เป็นปกติ ลำบากไปถึงครอบครัวอีกด้วย ทั้งครอบครัวผู้ก่อเหตุและผู้เสียหาย อย่างกรณีนายหนึ่งเองก็มีมารดาชราที่ต้องเลี้ยงดู
จึงขอฝากเตือนคนไทยที่จะไปทำงานในต่างประเทศให้ปฏิบัติตนให้ดี อยู่ห่างจากอบายมุขทั้งปวงโดยเฉพาะการดื่มสุราเพราะจะทำให้ขาดสติซึ่งจะเป็นต้นเหตุของการก่อปัญหาอื่นตามมา โปรดคำนึงอยู่เสมอว่า ทุกคนที่ไปทำงานก็เพื่อหาเงินมาสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเองและครอบครัว การกระทำที่ขาดสตินอกจากจะเป็นการทำลายอนาคตตัวเองแล้วยังทำลายอนาคตผู้อื่นด้วย
ด้วยความปรารถนาดีจาก : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ
: กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
มาเลเซีย เข้ม ต่อเนื่อง จับจริง ปรับจริง เข้าเมืองผิดกฎหมาย
จากการที่ประเทศมาเลเซียกำลังดำเนินนโยบายปราบปรามการเข้าเมืองและการทำงานโดยผิดกฎหมายของคนต่างด้าว ซึ่งมีรายงานข่าวการจับกุมคนต่างด้าวอย่างต่อเนื่องและมีคนไทยถูกจับกุมดำเนินคดีรวมจำนวนนับร้อยราย นั้น
เรื่องนี้ สถานทูต สถานกงสุลไทย ในประเทศมาเลเซีย ยังคงได้รับแจ้งทั้งจากทางการมาเลเซียและคนไทยที่ถูกจับกุมเพื่อขอรับการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งล่าสุด สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ต้องทำงานอย่างหนักในการติดต่อกับสถานีตำรวจท้องถิ่นถึง 10 แห่ง รวมทั้งสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในรัฐกลันตันเพื่อตรวจสอบว่ามีคนไทยถูกจับกุมดำเนินคดีอยู่หรือไม่ สาเหตุที่ทำให้สถานทูต สถานกงสุลไทยในมาเลเซียต้องประสบความยากลำบากในการให้ความช่วยเหลือคนไทยเนื่องมาจากการที่คนไทยที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่อจริง นามสกุลจริง ไม่ต้องการให้ทางการไทยเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้การประสานกับหน่วยงานของมาเลเซียเกิดข้อยุ่งยากเนื่องจากการติดต่อกับทางการมาเลเซียจะต้องอ้างอิงชื่อ-นามสกุล จริงเท่านั้น ทางการมาเลเซียจึงจะยินยอมให้เข้าเยี่ยมหรือประสานงานเพื่อให้ความช่วยเหลือต่างๆ ได้
สถานกงสุลใหญ่ฯ รายงานด้วยว่า นับแต่ปลายปีที่แล้ว (2554) จนถึงขณะนี้ คาดว่ามีคนไทยที่ถูกจับกุมในรัฐกลันตันด้วยข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายกว่า 20 คดี ส่วนใหญ่เป็นคนไทยจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่เดินทางเข้ามาเลเซียโดยไม่มีเอกสารเดินทางซึ่งหากทางการมาเลเซียจับได้จะส่งตัวขึ้นศาลและถูกปรับในอัตราสูงถึง 50,000 -100,000 บาท ต่อคน และหากไม่มีเงินชำระค่าปรับ ผู้ต้องหาจะถูกจำคุกอย่างต่ำ 3-6 เดือน ที่ผ่านมา สถานกงสุลฯ ช่วยได้เพียงเจรจาขอลดหย่อนโทษและค่าปรับลงได้เล็กน้อยเท่านั้น
สถานกงสุลใหญ่ฯ ขอฝากเตือนคนไทยโดยเฉพาะพี่น้องคนไทยจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ให้ระมัดระวังอย่าเดินทางเข้าหรือทำงานในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย เพราะช่วงนี้ มาเลเซียเอาจริง จับจริง ปรับจริง
ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู
: กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
บาห์เรนอภัยโทษนักโทษหญิงไทยรวดเดียว 9 คน
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานานมา ประเทศบาห์เรน รายงานว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 11 ปี ของการเปลี่ยนจากรัฐบาห์เรน (State of Bahrain) เป็นราชอาณาจักรบาห์เรน (Kingdom of Bahrain) รัฐบาลบาห์เรนได้อภัยโทษปล่อยตัวนักโทษทั้งชาวบาห์เรนและชาวต่างชาติ จำนวน 291 คน โดยในจำนวนดังกล่าวนี้มีนักโทษหญิงไทยได้รับอภัยโทษด้วย รวม 9 คน โดยทางการบาห์เรนและสถานทูตจะทยอยให้ความช่วยเหลือส่งตัวหญิงไทยทั้ง 9 คน ให้เดินทางกลับประเทสไทยในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ - กลางเดือนมีนาคม ศกนี้ เป็นต้นไป
การอภัยโทษดังกล่าว ทำให้ขณะนี้ มีผู้ต้องขังที่เป็นคนไทยที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีอีก 5- 6 คน และมีนักโทษชายไทยเพียงคนเดียวที่ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต (ซึ่งยังไม่มีกำหนดพ้นโทษ)
ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
สถานกงสุลไทยในเซี่ยงไฮ้ช่วยหมอนวดไทยกลับบ้าน
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่งไฮ้ ได้ช่วยเหลือหญิงไทย 3 ราย ให้เดินทางกลับประเทศไทย โดยหญิงไทยทั้งสามคนเดินทางไปทำงานนวดสปาที่ีเซี่ยงไฮ้ตามคำแนะนำของเพื่อนซึ่งอ้างว่าเป็นการทำงานที่มีสัญญา 3 เดือน เงินเดือนๆ ละ 30,000 บาท มีอาหารครบ 3 มื้อ มีที่พัก น้ำ-ไฟฟ้า ใช้ฟรี
แต่เมื่อเดินทางถึงเซี่ยงไฮ้ (โดยวีซ่าท่องเที่ยว) ไม่เป็นไปตามที่พูด เงินเดือนที่ได้รับเพียงหมื่นกว่าบาท และยังถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ เวลาทำงานมากกว่าพนักงานชาวจีน 4 ชั่วโมง ต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดความท้อแท้อยากกลับประเทศไทย จึงขอให้สถานกงสุลช่วยเหลือส่งตัวกลับประเทศไทย
ธุรกิจสปาในประเทศจีนกำลังได้รับความนิยม คนไทยที่สนใจจะเดินทางไปทำงานต้องตรวจสอบนายจ้างให้ดีก่อน สัญญาต้องชัดเจน มีทั้งภาษาจีนและอังกฤษ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของไทยด้วย คือต้องให้สถานทูต สถานกงสุลของไทย ประทับตรารับรองในสัญญาจ้างก่อนที่จะเดินทางไปทำงาน
ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้
: กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ไทย-อินเดีย เร่งอำนวยความสะดวกวีซ่าเข้าเมือง
จากการที่ไทยและอินเดียมีความผูกพันทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน วัฒนธรรม รวมถึงการท่องเที่ยว ในแต่ละปีมีคนไทย-อินเดีย เดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างสองประเทศเป็นจำนวนมาก สถานทูตและสถานกงสุลของไทยในประเทศอินเดียต่างก็ต้องตรวจรับคำร้องขอรับการตรวจลงตรา (ขอวีซ่า) จากชาวอินเดียที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในแต่ละวันนับเป็นพันๆ คน ซึ่งบางช่วงเวลาอาจเกิดความล่าช้าเพราะการอนุญาตให้คนต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย (ให้วีซ่า) จะต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดในทุกกรณี
จากปัญหาผู้ร้องที่มีเป็นจำนวนมากนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน จึงได้ทำความตกลงมอบหมายให้บริษัท VFS ประเทศอินเดีย เป็นผู้มีอำนาจในการตรวจรับคำร้องขอรับการตรวจลงตราจากชาวอินเดียที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทย โดยทางบริษัทจะมีศูนย์รับคำร้องอยู่ในเมืองต่างๆ กระจายอยู่ 4 แห่งในภูมิภาคตอนใต้ของอินเดีย อำนวยความสะดวกแก่ชาวอินเดียทำให้ไม่ต้องเดินทางมายื่นคำร้องด้วยตัวเองที่สถานกงสุลใหญ่ฯ บริษัทจะรับคำร้องและคัดกรองเอกสารหลักฐานต่างๆ ในชั้นหนึ่ง จากนั้นจะส่งเอกสารคำร้องมายังสถานกงสุลใหญ่ฯ เพื่อให้พิจารณาออกวีซ่าให้ต่อไป ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ชาวอินเดียดังกล่าวแล้ว ยังช่วยลดภาระแก่สถานกงสุลใหญ่ฯ ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อออกวีซ่าด้วย
บริษัท VFS นี้ ยังเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบหมายจากสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทยเช่นเดียวกันในการรับคำร้องขอรับการตรวจลงตราให้แก่ชาวไทยที่ประสงค์จะเดินทางไปประเทศอินเดีย ดังนั้น ชาวไทยท่านใดที่ประสงค์จะขอวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย โดยเฉพาะนักธุรกิจหรือคนไทยที่จะเข้าไปทำงานให้กับบริษัทไทยในอินเดียที่จำเป็นต้องขอวีซ่าประเภท Employment Visa อาจติดต่อกับสำนักงานของบริษัท VFS ที่กรุงเทพฯ โดยตรงเพื่อจะได้ช่วยบรรเทาปัญหาข้อยุ่งยากในเรื่องเอกสารที่จำเป็นที่ต้องใช้ยื่นประกอบคำขอวีซ่าเข้าอินเดีย ที่อยู่ของสำนักงานบริษัท VFS ในประเทศไทย คือ
Indian Visa Application Center
1 Glas Haus Building, 15th floor
Unit 1503, สุขุมวิท 25,
เขตวัฒนา, กทม. 10110
ผู้รับผิดชอบ คือ
Ms. Charmi Rijhwani
Manager - Operations
ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจนไน
คนไทย 4 คน ถูกจับกุมที่ตุรกีในข้อหายาเสพติด
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2555 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ได้รับรายงานว่ามีคนไทย 4 คน ถูกจับกุมตัวที่ท่าอากาศยานนานาชาติอตาเติร์ก นครอิสตันบูล
โดยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 มีหญิงไทย 3 คน เดินทางโดยสายการบินตุรกีแอร์ไลน์จากเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อต่อเครื่องบินไปยังประเทศเวียดนาม เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานอตาเติร์ก ขณะรอต่อเที่ยวบินอยู่ในบริเวณห้องพักผู้โดยสาร ตำรวจตุรกีได้ขอตรวจค้นและพบว่ามีโคเคนซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าของบุคคลทั้งสาม คนละ 3 กิโลกรัม จึงควบคุมตัวไว้ในข้อหามียาเสพติดประเภทโคเคนไว้ในครอบครอง และส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำนครอิสตันบูลเพื่อดำเนินคดีต่อไป หญิงไทยที่ถูกจับกุมให้การในเบื้องต้นว่า เดินทางไปประเทศบราซิล 11 วัน ในวันที่จะเดินทางกลับมีเพื่อนมาฝากกระเป๋าคนละ 1 ใบ เพื่อนำไปให้พี่ชายของเพื่อนที่ประเทศเวียดนาม แต่มาถูกจับกุมที่นครอิสตันบูลเสียก่อน รายงานแจ้งด้วยว่า มีผู้ต้องหาหญิงไทยในกลุ่มนี้คนหนึ่งตั้งครรภ์ได้ 3 เดือนแล้ว
จากนั้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 ได้มีชายไทยอีก 1 ราย เดินทางมาจากเมืองเซาเปาโลเพื่อต่อเครื่องบินที่นครอิสตันบูลเช่นเดียวกันกับกรณีหญิงไทย 3 คน แรก ตำรวจได้เข้าตรวจค้นและพบโคเคน 3 กิโลกรัมในกระเป๋าเิดินทาง จึงควบคุมตัวและส่งไปอยู่ในการควบคุมดูแลของตำรวจปราบปรามยาเสพติดเพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป
สถานทูตคาดว่า คนไทยที่ถูกจับกุมทั้ง 4 ราย เป็นผู้ที่ได้รับการว่าจ้างโดยขบวนการค้ายาเสพติดระหว่างประเทศให้ขนยาเสพติดประเภทโคเคนจากประเทศในอเมริกาใต้ ผ่านตุรกี ไปประเทศเวียดนาม
จะเห็นได้ว่า ยังมีข่าวคนไทยถูกจับกุมในข้อหายาเสพติดในต่างประเทศอยู่เป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จึงขอเตือนคนไทยว่าอย่ารับฝากกระเป๋าหรือสิ่งของใดๆ จากผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนหรือคนรู้จัก เพราะสิ่งของนั้นอาจเป็นของผิดกฎหมายหรือมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่
ด้วยความปราถนาดี จาก : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา
: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






















