วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ที่ปรึกษาของยูเอ็นถูกยิงเสียชีวิตในอียิปต์



หนังสือพิมพ์อียิปต์รายงานข่าวว่ามีหญิงชาวอียิปต์ถูกยิงเสียชีวิตขณะขับรถอยู่ในย่านธุรกิจของกรุงไคโร  ตำรวจแจ้งว่าหญิงเคราะห์ร้ายคนดังกล่าวเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับกองทุนเพื่อสตรีของหน่วยงาน สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ในกรุงไคโร ถูกกระสุนปืนเข้าที่ศีรษะขณะขับรถอยู่ในย่านโมฮันดีซีนซึ่งเป็นย่านธุรกิจ ธนาคาร และเป็นที่ตั้งของสถานทูตหลายแห่ง (สถานทูตไทยก็ตั้งอยู่ในย่านนี้ด้วย) สาเหตุน่าจะมาจากถูกลูกหลงมากกว่าถูกฆาตกรรม เนื่องจากปัจจุบันอียิปต์กำลังประสบกับวิกฤตการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยในสังคม โดยหลังจากการประท้วงใหญ่ในประเทศอียิปต์เมื่อเดือนมกราคม 2554 เพื่อขับไล่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก กลไกการบังคับใช้กฎหมายของประเทศนี้ก็เรียกได้ว่าล้มเหลว เนื่องจากตำรวจไม่ได้รับความเชื่อถือและถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไปเนื่องจากถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของเผด็จการ และเป็นหน่วยงานที่มีการฉ้อราษฏ์บังหลวงมากที่สุด ในยุคการปกครองของมูบารักประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากตำรวจเป็นอย่างมาก ในช่วงการปฏิวัติ 18 วัน เห็นได้ชัดว่าตำรวจใช้ความรุนแรงกับประชาชนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เมื่อปฏิวัติโค่นล้มประธานาธิบดีได้สำเร็จแล้ว ประชาชนจึงแสดงออกถึงความเกลียดชังตำรวจอย่างโจ่งแจ้งและไม่เชื่อฟังตำรวจอีกต่อไป ทำให้กลไกการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างปกติ 





ทุกวันนี้ ตามท้องถนนในกรุงไคโร ผู้ขับขี่ยวดยานต่างก็ไม่เคารพกฎจราจร และเมื่อถูกตำรวจเรียกตักเตือนหรือจะเข้าจับกุม ออกใบสั่งปรับ หรือดำเนินคดี ก็จะไม่ยอมรับ บางครั้งถึงกับยกพวกเข้าห้อมล้อมและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มี



ปัญหาอาชญากรรมก็เพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่ลักวิ่งชิงปล้น กรรโชกทรัพย์ ไปจนถึงไล่ฆ่ากันเพื่อล้างแค้น บางกรณีถึงขั้นนำตัวฆาตกรที่ฆ่าญาติของตนมาผูกกับเสาไฟฟ้ากลางเมืองแล้วเผาก็มี บางครั้งตำรวจไปจับกุมผู้กระทำผิดมาได้ บรรดาญาติพี่น้องเพื่อนบ้านก็ยกพวกมาปิดล้อมโรงพักกดดันให้ตำรวจปล่อยตัว ก็เรียกว่ากฎหมายไม่มีความหมายเพราะไม่มีใครเชื่อฟังหรือปฏิบัติตาม ทำให้สังคมอียิปต์ทุกวันนี้ต้องอยู่กันอย่างระแวดระวังตัวเองกันมากขึ้น 



ในส่วนของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ที่สำคัญของอียิปต์ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยนอกจากนักท่องเที่ยวจะลดจำนวนลงอย่างมากแล้ว ยังมีข่าวการลักพาตัวนักท่องเที่ยวโดยพวกเบดูอินในแถบแหลมไซนายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดดันให้ปล่อยตัวญาติที่ถูกตำรวจควบคุมตัวอยู่

คนไทยที่จะไปอียิปต์ก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยให้ดี แต่ถ้าสุดวิสัยเกิดปัญหาขึ้นมาก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยได้ตลอดเวลา  และขอให้คำนึงอยู่เสมอว่าในอียิปต์นักท่องเที่ยวต่างชาติคือเป้าหมายหรือเหยื่ออันโอชะของเหล่ามิจฉาชีพ นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปอียิปต์จะต้องได้รับประสบการณ์ถูกต้มตุ๋น หลอกลวง ฉ้อโกง บ้างไม่มากก็น้อย แต่หลายคนก็บอกว่าถึงจะถูกหลอกถูกโกงไปบ้างแต่ก็ถือว่าคุ้มเพราะอียิปต์เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยว ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของอียิปต์จัดว่าควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต 









ที่มา : thedailynewsegypt.com
        : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
          กรมการกงสุล  กระทรวงการต่างประเทศ

ไต้หวันขยายเวลาการทำงานของแรงงานต่างชาติ

สภานิติบัญญัติของไต้หวันได้มีมติรับรองร่างแก้ไขกฎหมายการจ้างงาน (Employment Services Act) บางมาตราซึ่งมีผลให้แรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ผู้อนุบาล ผู้ช่วยแม่บ้าน และการประมงนอกชายฝั่ง ได้รับการขยายเวลาการทำงานในไต้หวันจากเดิมที่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันรวมระยะเวลาได้ไม่เกิน 9 ปี เพิ่มเป็น ไม่เกิน 12 ปี คาดว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้




แรงงานไทยที่ทำงานในไต้หวันซึ่งปัจจุบันมีกว่า 67,000 คน และส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมก็จะได้รับประโยชน์ไปด้วย สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้อีกจนครบ 12 ปี หากนายจ้างยังจ้างงานอยู่


ที่มา : สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย

กงสุลไทยในมาเลเซียฝากเตือนภัยคนไทย


จากการที่มีคนไทยเป็นจำนวนมากถูกจำกุมในข้อหาเกี่ยวกับการทำงานโดยผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย นั้น ทางสถานทูตไทยในประเทศมาเลเซีย สรุปรายงานว่า ในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2555 มีคนไทยถูกจับกุมไปแล้ว 103 คน (เฉพาะในเขตการดูแลของสถานทูต ไม่นับเขตที่อยู่ในความดูแลของสถานกงสุลไทยที่เมืองปีนังและโกตาบารู) ส่วนใหญ่ถูกจับกุมในข้อหาทำงานผิดกฎหมาย ทั้งเป็นหมอนวด ค้าประเวณี โคโยตี้ นั่งชัวโมงในบาร์หรือคอกเทลเล้าจ์ คนไทยเหล่านี้พอถูกจับก็อับอายไม่กล้าบอกชื่อ-นามสกุลจริง แก่เจ้าหน้าที่สถานทูต ยิ่งทำให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยุ่งยากขึ้นไปอีกเนื่องจากการเข้าเยี่ยมนักโทษหรือการติดต่อประสานงานกับทางการมาเลเซียจะต้องแจ้งชื่อ-นามสกุลจริงของผู้ต้องหาเท่านั้น จึงได้ฝากประชาสัมพันธ์มาว่า
    1. อย่าเดินทางเข้าไปทำงานผิดกฎหมายทุกประเภทในประเทศมาเลเซีย อย่าเชื่อนายหน้าที่อ้างว่าจะหาใบอนุญาตทำงานให้ภายหลัง โดยเฉพาะงานนวด โคโยตี้ นักร้อง นั่งเชียร์ดื่ม ฯลฯ การทำงานอย่างถูกต้องในมาเลเซียจะต้องได้รับเอกสารยืนยันการอนุญาตให้ไปทำงาน (Calling Visa) จากสถานทูต/สถานกงสุล ของมาเลเซียในไทยโดยนายจ้างจะต้องเป็นผู้ดำเนินการอย่างถูกต้องเท่านั้น

     2. การเดินทางเข้ามาเลเซียโดยการยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว แต่เข้า-ออก หลายครั้งๆ ละ30 วัน หรือการใช้ใบผ่านแดนเข้ามาเลเซียเกินกว่า 25 กิโลเมตร ท่านจะถูกสงสัยว่ามีเจตนาทำงานผิดกฎหมาย และอาจถูกจับกุมได้ง่าย อย่าชะล่าใจว่าท่านมีวีซ่าอยู่
     3. การเดินทางท่องเที่ยวตามสถานบันเทิงหรือแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ให้ระมัดระวังคนต่างชาติโดยเฉพาะชาวแอฟริกันที่อาจพยายามตีสนิททำความรู้จักกับท่าน ท่านอาจถูกมิจฉาชีพเหล่านี้ฉกชิงทรัพย์สินหรือชักชวนเข้าสู่ขบวนการขนยาเสพติด
     4. ผู้หญิงจะเข้าไปเที่ยวตามสถานบันเทิงต้องมีสามีไปด้วย
     5. หญิงไทยที่ได้รับการชักชวนไม่ว่าจากใคร อ้างว่าไปทำงานในร้านอาหารไทย มีรายได้ดี มีที่พัก ไม่ต้องทำวีซ่า มีผู้คุ้มครอง ไม่มีค่าใช้จ่าย อย่าได้หลงเชื่อ เพราะนั่นคือขบวนการชักนำเข้าเครือข่ายค้าประเวณีประเภทจัดส่งถึงที่ (delivery) ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ค่าตัวแล้ว อาจถูกบังคับให้เสพยาไอซ์อีกด้วย




ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

กงสุลไทยเข้าเยี่ยมนักโทษดคียาเสพติดในอิหร่าน


เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 เจ้าหน้าที่กงสุล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ได้เข้าเยี่ยมนักโทษหญิงไทยรายหนึ่งที่เรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน โดยหญิงไทยรายดังกล่าวต้องโทษคดีลักลอบขนยาเสพติด เป็นประเภทยาไอซ์ จำนวน 1.75 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้นักโทษหญิงไทยกำลังอยู่ระหว่างรอคำพิพากษาของศาลอิหร่าน

เจ้าหน้าที่กงสุลไทยรายงานว่า ได้ติดตามความคืบหน้าของคดีนี้มาตลอดตั้งแต่ที่หญิงไทยรายนี้ถูกตำรวจอิหร่านจับกุมเมื่อ 27 กรกฎาคม 2554 และจากการพูดคุยทราบว่า ก่อนจะถูกจับกุม หญิงไทยรายดังกล่าวทำงานในร้านเสริมสวยแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท กทม. และได้รับการทาบทามจากลูกค้าประจำร้านเสริมสวยรายหนึ่งซึ่งอ้างว่ามีธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางค์จากอิหร่านและเดินทางไปมาระหว่างไทย-อิหร่้าน ทุกสองเดือนเพื่อนำเครื่องสำอางค์เข้ามาจำหน่ายที่ประเทศไทย ลูกค้ารายนี้พูดจาหว่านล้อมให้ตนเดินทางไปอิหร่านเพื่อนำเครื่องสำอางค์จากอิหร่านกลับมาขายที่ประเทศไทย  โดยจะจัดการเรื่องที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบิน และยังเสนอค่าจ้างสูงถึง 50,000 บาท ด้วย ตนจึงตกลง
เมื่อเดินทางถึงอิหร่าน ก็มีชายชาวอิหร่านที่พูดภาษาไทยได้นิดหน่อยมารับตัวที่สนามบินและพาไปส่งยังโรงแรมที่พัก จนกระทั่งวันที่จะเดินทางกลับประเทศไทย ชายชาวอิหร่านคนเดิมก็มารับที่โรงแรมพร้อมมอบกระเป๋าเดินทางให้เพื่อฝากไปให้ลูกค้าร้านเสริมสวยที่เป็นผู้ว่าจ้่าง ตนได้เปิดกระเป๋าเพื่อตรวจสอบดู พบว่าในกระเป๋ามีเครื่องสำอางค์และน้ำหอมวางอยู่จึงไม่ได้คิดอะไรและชายอิหร่านยังได้พาตนมาส่งถึงสนามบินด้วย แต่เมื่อกำลังจะเดินทางผ่านออกจากอิหร่านก็ถูกเจ้าหน้าที่สนามบินตรวจพบยาเสพติดซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าใบที่รับฝากมา เป็นยาไอซ์น้ำหนัก 1.75 กิโลกรัม

สถานทูตแจ้งด้วยว่า สัสดีเรือนจำอิหร่านได้ให้ความเห็นว่า กรณีหญิงไทยรายนี้ถือว่าร้ายแรงมากเนื่องจากปริมาณของยาเสพติดในครอบครองสูงถึง 1.75 กิโลกรัม ที่ผ่านมาเพียงมียาเสพติดในครอบครอง 300 กรัมก็ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตมาแล้ว

กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งอุทธาหรณ์สำหรับคนไทยที่เชื่อคนง่าย และเห็นแก่สินจ้างที่ได้มาโดยง่าย ไม่ได้คำนึงถึงความจริงที่ว่าเงินไม่ได้เป็นสิ่งที่หามาได้ง่ายๆ และคงไม่มีใครมาให้เราทำงานง่ายๆ ได้เงินเยอะๆ ขนาดนี้ เพราะถ้ามีหนทางที่จะหาเงินได้ง่ายจริง ก็คงไม่มีใครมาบอกเราเพราะเขาคงทำเองไปแล้ว กรณีนี้ก็เช่นกัน รายนี้ขนาดว่าเปิดกระเป๋าตรวจสอบสิ่งของที่นำมาฝากแล้วก็นับว่ายังมีความรอบคอบอยู่บ้าง แต่ก็มิวาย "โดน" จนได้

ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 300 คน ต้องโทษจำคุกในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในคดีเี่กี่ยวกับยาเสพติด ในจำนวนนี้ มีอยู่ 26 คนที่ถูกตัดสินหรือมีแนวโน้มว่าจะถูกตัดสินให้ประหารชีวิต คดีเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นคดีร้ายแรง หลายประเทศมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต เช่น อิหร่าน จีน มาเลเซีย เป็นต้น

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน
        : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
          กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ไปลาว...อย่าเจ้าชู้




เมื่อเร็วๆ นี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ได้มอบหมายให้ กงสุล สุขทีป   รันดาเว เดินทางไปเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือนักโทษไทยที่ติดคุกอยู่ ณ เรือนจำในแขวงแห่งนี้
หน้าที่การไปเยี่ยมดูแลคนไทยที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำต่างๆ ในประเทศลาวนั้น ถือเป็นภารกิจประจำที่เจ้าหน้าที่กงสุลของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนจันทน์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด แม้ว่าจะต้องโทษอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ไกลจากประเทศไทย แต่เมื่อคนไทยเดือดร้อนและมีชีวิตที่ยากลำบากในต่างประเทศ กงสุลต้องดูแล!
 ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้ต้องหาไทยในเรือนจำลาวทั่วประเทศอยู่ถึง 90 คน โดยอยู่ในความดูแลของสถานทูตฯ 65 คน และ สถานกงสุลฯ 25 คน ในข้อหาต่างๆ เช่น การเข้าเมืองผิดกฎหมาย พำนักอยู่เกินกำหนด การไม่เคารพกฎหมายพื้นเมือง ลักทรัพย์ เรื่องยาเสพติด พกอาวุธหรือของต้องห้าม ฯลฯ
แต่มีความผิดประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากเตือนพี่น้องชาวไทยที่เดินทางไปมาหาสู่ในประเทศลาวบ่อยครั้ง นั่นคือ  การแอบมีเพศสัมพันธ์กับหญิงลาวที่ไม่ใช่คู่สมรสตามกฎหมาย ถือเป็นความผิดรุนแรงที่อาจถูกจับกุมได้ในข้อหา ลักสร้างครอบครัว
เรื่องอย่างนี้ ชายไทยต้องระวังให้จงหนัก จะรักใคร่ชอบพอกันต้องทำให้ถูกทำนองคลองธรรม เข้าตามตรอกออกตามประตู จะทำอะไรตามใจคือไทยแท้…ไม่ได้ ไม่งั้นอาจถูกจับกลายเป็นนักโทษในลาวได้โดยไม่ทันรู้ตัว!!!

ที่มา  : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
         กรมการกงสุล  กระทรวงการต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แรงงานไทยจะไปต่างประเทศ...ต้องเตรียมตัวให้ดี



การเดินทางไปทำงานในต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่พี่น้องแรงงานไทยให้ความนิยม และเชื่อว่าในปัจจุบันมีคนไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 300,000 คน กำลังทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวในเมืองไทยอย่างเป็นกอบเป็นกำ เรื่องความขยัน อดทน ไม่เกี่ยงงาน และว่านอนสอนง่าย นั้น เห็นจะไม่มีใครสู้แรงงานไทยได้
แต่ปัญหาของแรงงานไทย ก็ใช่ว่าจะน้อย....
ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ ไทยในต่างประเทศ ได้รับข้อร้องเรียนและต้องรับหน้าที่ไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างนายจ้างและแรงงานไทยอยู่เสมอ ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความไม่รู้และการไม่เตรียมตัวให้ดีของแรงงานไทย ไม่ศึกษาสัญญาจ้างงาน ไม่รู้เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนหรือค่าโอที (over time) ค่าใช้จ่ายด้านที่พัก-อาหาร ชั่วโมงทำงาน เรียกว่า บางคนถึงขั้นไม่รู้อะไรเลย ใครชวนไปทำงานก็พากันไปกับเขา
เมื่อเดินทางไปถึง บางอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ เกิดปัญหากับนายจ้างบ้าง เพื่อนร่วมงานบ้าง จนเดือดร้อนกันไปหมด
ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่ง คือ แรงงานไทยไม่เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นของประเทศที่ตนต้องไปทำงาน ชอบคิดกันง่ายๆ ว่าคงเหมือนกับเมืองไทย และไม่มีอะไรต้องกังวล เพราะเพื่อนร่วมงานที่ไปด้วยก็เป็นคนไทย แต่ก็เกิดปัญหาตามมาบ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น การไปทำงานในประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีความแตกต่างจากเมืองไทย ทั้งทางภาษา ศาสนา ความเป็นอยู่และวัฒนธรรม มีกฎหมายที่เคร่งครัด ไม่มีแหล่งบันเทิง ไม่ขายสุราเหล้าเบียร์ ถ้าเป็นผู้หญิงต้องแต่งกายมิดชิดและคลุมผมในที่สาธารณะ
หรือที่ประเทศอิสราเอล แรงงานไทยส่วนใหญ่ไปทำงานด้านการเกษตร เช่น ปลูกผัก ปลูกดอกไม้ ต้องสำผัสกับสารเคมีทุกวัน บางคนไม่ยอมใส่ถุงมือ หรืออุปกรณ์ป้องกัน ทำให้เกิดการแพ้สารเคมี หรืองานเลี้ยงสัตว์ เช่น เป็นหรือห่าน ที่ต้องให้อาหารทุกชั่วโมง ไม่มีเวลาพักผ่อน นานวันเข้าสุขภาพก็ย่ำแย่ ยิ่งถ้ามีนิสัยชอบดื่มสุราด้วย ก็จะซ้ำเติมให้ร่างกายอ่อนแอจนล้มป่วยได้ในที่สุด

การใช้ชีวิตและการปรับตัวให้ได้ในวัฒนธรรมต่างบ้านต่างเมืองเมื่ออยู่ต่างประเทศ เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแรงงานไทย เพราะหากปรับตัวไม่ได้ ก็จะนำไปสู่อีกหนึ่งปัญหาที่พี่น้องแรงงานไทยส่วนใหญ่มักจะพบเจอกันไม่มากก็น้อย และที่สำคัญคือแก้ไขไม่ได้ ถือเป็นปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งตลอดกาล นั่นคือ ดื่มเหล้า เล่นการพนัน และเมาสุราวิวาทกันเอง ทำให้นายจ้างต้องพาไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันอยู่บ่อยๆ เสียเวลาทำงาน เสียเวลาของนายจ้าง และเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมาก ซ้ำร้ายกว่านั้น บางรายเมาถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่อยู่ ไปทำร้ายแรงงานต่างชาติหรือคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ กลายเป็นว่าเรื่องจบลงด้วยการติดคุกติดตารางกันไป

อีกเรื่องหนึ่ง ที่แรงงานไทยต้องแก้ไขให้ได้ คือการละทิ้งงานหรือกลับประเทศอย่างกระทันหัน โดยไม่สนใจพันธะผูกพันตามสัญญาจ้างที่ได้ตกลงไปแล้ว พฤติกรรมอย่างนี้ ถือว่าทำความเสียหายต่อนายจ้างอย่างมากเพราะเป็นการยกเลิกสัญญาจ้างก่อนกำหนด

ประการสุดท้ายที่ทำให้ชื่อเสียงของแรงงานไทยเสื่อมเสียอย่างมาก คือ การที่แรงงานไทยหลบหนีนายจ้าง ทิ้งงานที่ทำอยู่กับบริษัทเดิมไปดื้อๆ โดยกรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ คือมีกระบวนการนายหน้าเถื่อน ล่อลวงคนงานไทยให้ไปทำงานด้วย อ้างว่าจะได้รายได้ดีกว่าที่เก่ามาก บางคนเชื่อ ก็หลบหนีนายจ้างเก่าไปทำงานที่ใหม่ ซึ่งต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายของเกาหลีใต้ จะกลายเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองทันที มิหนำซ้ำ นายจ้างอาจแจ้งความดำเนินคดีกับคนงานที่หลบหนีอีกด้วย คนงานที่มีประวัติเสียหายเหล่านี้จะไม่สามารถเดินทางกลับไปทำงานในเกาหลีใต้ได้อีกเลย

สรุปแล้ว การเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายแรงงานในต่างประเทศ ด้วยหวังว่าจะเก็บเงินกลับประเทศได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าคนงานมีความประพฤติไม่เหมาะสม และไม่ยอมปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ก็อาจกลายเป็นว่าต้องเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และส่งผลเสียต่อชื่อเสียงแรงงานไทยดีๆ ไปอีกด้วย

ที่มา : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
         กรมการกงสุล
        กระทรวงการต่างประเทศ

โจรกำเริบ... โปลิสบราซิลหยุดงานประท้วงขึ้นค่าแรง


สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล รายงานด่วนเข้ามาว่า บรรดาคุณตำรวจรัฐบาเยีย (Bahia) นัดประท้วงหยุดงานโดยพร้อมเพรียงกันมาตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 เพื่อเรียกร้องขอขึ้นค่าแรงและโบนัส ส่งผลให้บรรดาโจรทั้งหลายสบโอกาสพากันออกมาก่อคดีอาชญากรรม ปล้นสะดมร้านค้า อาคารบ้่านเรือนตลอดจนสำนักงานที่เมืองซัลวาดอร์ เมืองหลวงของรัฐบาเยีย กันอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร อัตราการก่ออาชญากรรมในรัฐบาเยียจึงเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากในช่วงนี้


เมืองซัลวาดอร์  รัฐบาเยีย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของบราซิล โดยเฉพาะงานเทศกาลคาร์นาวาลที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 กุมภาพันธ์ 2555 


จากการประท้วงหยุดงานของตำรวจจำนวนประมาณ 10,000 นาย (จากทั้งหมด 30,000 นาย) ทำให้จำนวนอาชญากรรมในเมืองซัลวาดอร์เพิ่มสูงขึ้นหนึ่งเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยสำนักงานรักษาความปลอดภัยสาธารณะของรัฐบาเยียประกาศว่าเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นในบริเวณเมืองซัลวาดอร์ถึง 78 ราย ภายในช่วงเวลา 6 วัน ที่มีการประท้วงหยุดงานดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางบราซิล ได้ส่งทหารและตำรวจของรัฐบาลกลาง จำนวน 3,500 นาย เข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองซัลวาดอร์แล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งคาดว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น



สถานทูต ฝากเตือนคนไทยที่จะไปเที่ยวงานคาร์นาวาลที่เมืองซัลวาดอร์ในช่วงเวลานี้ ขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย


ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย