วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เปิดป้าย Thai Town ชุมชนไทยในออสเตรเลีย



            นับเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งสำหรับการสร้างความสามัคคีในหมู่คนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ (New South Wales) ประเทศออสเตรเลีย เมื่อชุมชนไทยร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ร่วมกันก่อตั้ง “สมาคมชุมชนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ออสเตรเลีย (The Thai Community Association in New South Wales of Australia)”  เป็นองค์กรผู้แทนหรือช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับชุมชนไทย ทั้งนี้ มีนายแพทย์สมชัย  ทองสัมฤทธิ์ เป็นนายกสมาคมฯ  
            สมาคมฯ ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการจุดประกายแนวคิดการรวมตัวสมาคม ชมรม และชุมชนไทยต่าง ๆ ในนครซิดนีย์ให้เป็นหนึ่งเดียว  และเป็นที่ยอมรับในฐานะตัวแทนชุมชนไทย  ซึ่งเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับ Department of Fair Trading และได้เข้าพบกับทางการท้องถิ่นเพื่อเสนอขอตั้งป้าย Thai Town เพื่อประโยชน์ในการผูกสัมพันธ์และทำงานร่วมกันกับชุมชนชาวต่างชาติอื่น ๆ ในออสเตรเลีย เช่น จีน  ฟิลิปปินส์  อินโดนีเซีย  และเวียดนาม เป็นต้น
            การก่อตั้งสมาคมไทยข้างต้นถือว่าเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่ง  เพราะในโลกปัจจุบัน เราจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายของชุมชนไทย เพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับส่วนราชการที่ลำพังแล้วก็ยากจะดูแลคนไทยในที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง  ดังนั้น ทุกคนจึงต้องช่วยเหลือกัน ที่สำคัญต้องรู้รักสามัคคีกันไว้เป็นดีที่สุด

****************

ด้วยความปรารถนาดี จาก
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์

กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หญิงไทยไปนวดผิดกฏหมาย ... ถึงคราวเกาหลีใต้ “จับ” จริง


ข่าวด่วนจากกรุงโซล... วันพฤหัสบดีที่  ๒๓  พฤษภาคม  ๒๕๕๖   สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้แถลงข่าวการจับกุมนายปาร์ก มู บอง  อายุ ๕๒ ปี  เจ้าของกิจการร้านนวดแผนไทย  (Thai  Massage ) หลายแห่งในจังหวัดคยองกี  ในข้อหามีพฤติกรรมล่อลวงสตรีไปค้าประเวณี  กักขังหน่วงเหนี่ยว  ล่วงละเมิดทางเพศและยึดทรัพย์สินของผู้อื่น
                 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติการบุกเข้าตรวจค้นสถานให้บริการหลายแห่งในเขตเมืองซีฮึง  เมือง
อันซาน  เมืองซูวอน และเมืองอึยวัง   ผลการปฏิบัติสามารถช่วยเหลือสตรีต่างชาติได้จำนวน  ๑๔  ราย
ทั้งหมดเป็นสตรีไทย
                        ผู้อ่านหลายคนคงคาดไม่ถึงว่าประเทศ “เกาหลีใต้”ที่คนไทยเรารู้จักกันอย่างดี  ประเทศที่เรารู้จักกันอย่างดี ประเทศที่เรามักได้เห็นแง่มุมอันสวยงามจากการถ่ายทอดของภาพยนตร์หรือซีรีย์เรื่องต่างๆ เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆ ในการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและหมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายมากนัก จะมีการหลอกลวงเช่นนี้เกิดขึ้น
สำหรับกรณีนี้ ต้องขอบอกว่าคนบางกลุ่มพวกเขารู้อยู่แก่ใจดีว่า  สถานบริการนวดแผนไทยที่ประเทศเกาหลีใต้นั้นกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายเพียงใด กิจการนี้ทั้งสร้างงานและสร้างโอกาสขุดทองให้แก่หญิงไทยจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเดินทางไปเสี่ยงโชค  พวกเธอรู้ดีว่า แค่ไปทำหนังสือเดินทางไทยหนึ่งเล่ม  ซื้อตั๋วเครื่องบินไป-กลับกรุงโซล  แค่นี้ก็สามารถเดินทางเข้าไปอยู่ในประเทศเกาหลีใต้ได้นานถึง  ๙๐  วัน 
นี่คือโอกาสทองของหญิงไทยที่ถนัดงานประเภทนี้   ถึงแม้ว่าจะเข้าข่ายเป็นการลักลอบทำงานอย่างผิดกฏหมาย และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้จะปราบปรามอย่างจริงจังก็ตาม
หลายคนเคยได้ยินข่าวเตือนภัยจากหลายหน่วยงานราชการจากในสื่อต่างๆ รวมทั้งใน “คู่สร้างคู่สม” ที่ขอให้ระวังการถูกหลอกลวงจากนายหน้าที่ชักชวนให้เดินทางไปทำงานนวดแผนไทย  นวดสปา  นวดมือนวดเท้า  หรืองานบริการตามสถานบันเทิงในต่างประเทศ   เพราะธุรกิจประเภทนี้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์  อาจถูกกักขังจนสิ้นอิสรภาพ  กระทั่งเลยเถิดไปจนถูกกระทำทารุณกรรมสารพัดรูปแบบก็เป็นได้  แต่กระนั้นพวกเธอก็พร้อมที่จะเสี่ยง..  ด้วยเหตุผลเพราะว่า
รายได้สูง...  งานสบาย ...และไม่มีใครรู้
นายหน้าที่เมืองไทยชอบโฆษณาชวนเชื่ออย่างหรูหราให้พวกเธอฟังว่า  ทำงานนวดที่เกาหลีใต้มีรายได้เป็นเงินเดือนถึง 1,000,000 วอน  (แลกที่เมืองไทยได้เกือบ  ๒๕,๐๐๐  บาท)  และจะได้ค่าทิปอีกครั้งละ  ๔,๐๐๐ – ๖,๐๐๐  วอน  ยิ่งหากเต็มใจให้บริการทางเพศด้วยแล้ว  ก็จะได้เงินเพิ่มพิเศษอีกครั้งละ  ๑๐,๐๐๐ – ๓๐,๐๐๐  วอน  คำนวณเบ็ดเสร็จเมื่อทำงานครบ ๓ เดือนจะมีรายได้ตกกว่าแสนบาททีเดียว
แต่สิ่งที่พวกเธอไม่เคยรู้ก็คือว่า  นายหน้าที่พาผู้หญิงไปส่งให้นายจ้างที่เกาหลีใต้นั้น  พวกนี้จะได้เงิน
แบบสบายๆ ถึง  ๗๕,๐๐๐ บาท  ต่อการจัดหาผู้หญิงแค่ ๑ คน... ซึ่งนี่แหละที่ไม่ต่างจากการค้ามนุษย์ที่สังคมของผู้เจริญเขารังเกียจเดียจฉันท์กันนัก  ไม่ว่าหญิงสาวผู้ตกเป็นเหยื่อรายนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
                เมื่อไม่นานมานี้  มีกรณีที่สถานทูตไทย  ณ  กรุงโซล  ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้ เพื่อบุกเข้าช่วยเด็กสาวอายุ  ๑๗  ปี ซึ่งถูกญาติคนไทยพาไปทำงานนวดประเภทที่มีบริการแอบแฝง   การช่วยเหลือครั้งนั้นกระทำอย่างรวดเร็ว  จนกระทั่งสามารถส่งตัวเด็กคนนี้เดินทางกลับประเทศไทยได้อย่าง
ปลอดภัย  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกเศร้าใจ   เพราะคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นกับเยาวชนที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 
                สังคมไทยจึงต้องตระหนักถึงปัญหานี้  ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา  อย่าปล่อยให้มันลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้เลย...
                ไม่เช่นนั้น เราอาจจะช่วยพวกเขาไม่ทัน

                                                                                     ...........................................
   
นิตยสารคู่สร้างคู่สม ปีที่ 34 ฉบับวันที่ 801 วันศุกร์ที่ 14 มิ.ย. 2556
คอลัมน์คนไทย กับภัยรอบโลก หน้า 94 – 95


*****************************************

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มาลาเรียระบาดในแทนซาเนีย...คนไทยต้องระวัง

แทนซาเนียเป็นประเทศที่อยู่ในเขตอาณาของสถานเอกอัครราชทูต/คณะทูตถาวร ณ กรุงไนโรบี ถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในเขตร้อนชื้นมียุงชุกชุมในช่วงฤดูฝน ทำให้เกิดการระบาดของไข้มาลาเรียเป็นระยะ มีผลทำให้ผู้คนล้มป่วยเป็นโรคนี้จำนวนไม่น้อย ผู้ป่วยบางคนมีอาการไข้สูง บ้างก็เหม่อลอย คล้ายเสียสติ แล้วแต่สภาพร่างกายของแต่ละคน
เหตุการณ์ล่าสุดทำให้คนงานไทยรายหนึ่งเดินทางไปทำงานเหมืองแร่ในประเทศแทนซาเนียต้องเสียชีวิตเพราะ ไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือกินยาป้องกันมาลาเรียไว้ล่วงหน้า อาการจึงลุกลามขึ้นสมอง จนแพทย์ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้ทันการณ์ ในที่สุดจึงเสียชีวิตในห้อง ICU
สถานทูตไทย ณ กรุงไนโรบีจึงขอประชาสัมพันธ์เตือนคนไทยที่จะเดินทางไปแทนซาเนียให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงไม่ใช้ถูกยุงกัด หรือหากมีไข้ไม่สบายก็ขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที
     
สถานเอกอัครราชทูต/คณะทูตถาวร ณ กรุงไนโรบี



กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลอกไปนวดในจีน เบี้ยวเงินกลับไทยไม่ได้

ปัญหานวดแผนโบราณที่จีนก็ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์เน้นย้ำเตือนการไปทำงานนวดแผนโบราณที่ประเทศจีน โดยติดต่อผ่านนายหน้า ซึ่งปัญหาอย่างมาก เนื่องจากมีหญิงไทยจำนวนมากถูกหลอกลวงให้เดินทางไปโดยสัญญาจ้างทำงานไม่เหมือนกับที่ตกลง เพราะไม่รู้ภาษาจีน อีกทั้งยังโดนเบี้ยวค่าจ้างอีกจำนวนไม่น้อย 
ในปัจจุบันก็ยังเกิดปัญหาให้สถานทูตที่ปักกิ่งช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ดังเช่น หญิงไทยรายล่าสุดที่ถูกยึดพาสปอตส ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับเมืองไทยเมื่อถูกเบี้ยวเงินเดือนได้
         การทำงานนวดแผนโบราณที่ถูกกฏหมายในจีนเป็นเรื่องยากลำบาก ซึ่งทำให้เกิดช่องทางหากินของนายหน้าขบวนการหลอกลวง โดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวพาคนไทยที่ไม่รู้ภาษาจีนไปและเกิดปัญหา เพราะเหยื่อผู้เสียหายไม่กล้าแจ้งความกับตำรวจ เพราะจะถูกดำเนินคดีข้อหาหลบหนีทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงเสียค่าปรับอีกด้วย 
         ทางสถานทูตได้แนะนำให้คนไทยที่สนใจเดินทางไปทำงานที่จีนติดต่อผ่านกระทรวงแรงงาน โดยจะได้วีซ่าทำงานและสัญญาจ้างที่ถูกต้อง และควรเก็บพาสปอตไว้กับตัวเสมอ


กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052

www.consular.go.th
สถานเอกอัครราชทูต ณ  กรุงปักกิ่ง

บราซิลขยายฐานการผลิตเปิดรับแรงงานจำนวนมาก

ประเทศบราซิลเป็นประเทศที่กำลังขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งยังขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะช่างเทคนิค ช่างฝีมือ ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติจาก 961,000 คนในปี 2554 เป็น 1.5 ล้านคนในปี 2012 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในปีนี้
การออกใบขออนุญาต เป็นหน้าที่ของสภาการตรวจลงตราเข้าเมืองแห่งชาติ บราซิล กระทรวงแรงงานซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับการออกวีซ่าทำงานชั่วคราวและถาวรให้แก่คนต่างชาติ โดยใช้ระยะเวลาอนุมัติถึง 8 สัปดาห์ ทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และมีการอาศัยช่องว่างหาทางลัดนำคนงานที่ได้วีซ่าท่องเที่ยวมาเป็นแรงงานเถื่อน หรือแม้แต่การลักลอบนำแรงงานไร้ฝีมือ จ่ายค่าแรงขั้นต่ำ และอยู่อย่างผิดกฏหมายจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง โบลิเวีย เอกวาดอร์ ปารากวัย และเปรู มาเป็นแรงงาน
            ปัจจุบันมีแรงงานไทยในบราซิลประมาณ 100 คน โดยเป็นวิศวกร และช่างฝีมือ ส่วนหมอนวดแผนไทยมีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ได้ค่าจ้างสูง มีฝีมือและทักษะพิเศษ แต่ส่วนมากประสบปัญหาการติดต่อสื่อสารเพราะต้องใช้ภาษาโปรตุเกส และกฏหมายแรงงานมีความซับซ้อน แรงงานไทยที่สนใจจะเดินทางไปควรตรวจสอบให้ดีก่อนการเดินทางไปทำงานด้วย


                                                                                    สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย
กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

หลงเชื่อคนแปลกหน้า .. จึงติดคุกที่บราซิล


       สมศรี (นามสมมติ) มีอายุอานามเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ผ่านการทำงานมาไม่น้อย แม้ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะถูกหลอกให้ไปขนยาเสพติดได้ไกลถึงประเทศบราซิล วิบากกรรมครั้งนั้นเธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อหลายปีก่อนขณะที่กำลังตกงาน เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในกรุงเทพฯ บังเอิญได้พบกับสตรีบุคลิกภูมิฐานสมฐานะเป็นนักธุรกิจ หลังจากนั่งคุยกันสักพักเธอถูกชักชวนให้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางไปบราซิล เพื่อรับสินค้านำกลับมาขายในเมืองไทย ผู้หญิงคนนั้นบอกเธอว่า อย่าคิดอะไรมากเลย แค่ไปเป็นเพื่อนเพราะเธอเองก็กลัวที่จะเดินทางตามลำพัง ขากลับแค่ช่วยเธอถือข้าวของมาด้วยเท่านั้น เป็นเรื่องง่ายๆ แล้วแต่จะสมัครใจ พูดจบก็ให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
        สมศรีใช้เวลาคิด อยู่สองสามวัน ในที่สุดก็ตอบตกลง แม้ว่าเธอจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้และไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน ผู้หญิงคนนั้นบอกให้เธอรีบไปทำหนังสือเดินทาง แล้วบินไปเจอกันที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นค่อยนั่งเครื่องต่อไปบราซิลด้วยกัน ทุกอย่างราบรื่นตามคำบอกไว้ทั้งหมด เธอมีตั๋วเครื่องบินจากมาเลเซียไปแวะที่ประเทศอาร์เจนตินาก่อน และจากนั้นก็มีตั๋วเดินทางต่อไปบราซิล แม้จะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมเดินทางแต่ละครั้งจึงมักซื้อตั๋วเพียงขาเดียว และไม่เคยเห็นตั๋วบินกลับประเทศไทยเลย
          จนกระทั่งเมื่อไปจนถึงบราซิล แล้วนั่นแหละที่เธอเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล หญิงคนนั้นให้เธอพักรออยู่แต่ที่โรงแรมเป็นเวลานานถึง ๓ สัปดาห์ เปลี่ยนที่พัก ๒-๓ ครั้ง จนเธอเริ่มคิดถึงบ้าน สินค้าที่จะรับก็ไม่เห็นมาส่งสักที จะกลับเมืองไทยวันไหนไม่รู้ เมื่อถามก็บอกแต่ให้รอก่อน จนวันหนึ่งมีชายผิวดำมาพบที่โรงแรมนำของสามสี่อย่างมาให้ เป็นสมุดบันทึกอย่างดี เครื่องคิดเลข เครื่องประดับ กิ๊ฟติดผม ต่างหู กระดุม ฯลฯ ชายคนนั้นย้ำให้เธอเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางอย่างดีแล้วจะซื้อตั๋วเครื่องบิน ให้นำของไปส่งให้เพื่อนซึ่งรอรับอยู่ที่มาเลเซีย
          สมศรีเริ่มรู้สึก กลัวอย่างบอกไม่ถูกเพราะพวกเขาพยายามกล่อมให้เธอเดินทางกลับเพียงคนเดียว แต่เธอไม่ยอม ยังไงก็ต้องไปพร้อมกับเพื่อนคนไทยที่มาด้วยกัน เธอรู้ดีว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติแต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นเลย เช้าวันรุ่งขึ้นเธอและผู้หญิงไทยคนนั้นออกเดินทางไปสนามบินพร้อมกัน หลังจากเช็คกระเป๋าได้ไม่นานเธอก็ถูกตำรวจจับกุมทันทีด้วยข้อหาลักลอบขน โคเคนหลายกิโลกรัม สมศรีต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกหลายปีกว่าจะพ้นโทษออกมาได้ เธอเข็ดจนตายจากการหลงเชื่อและคบหากับคนแปลกหน้า
เรื่องราวนี้ เป็นเหตุการณ์จริง และเกิดขึ้นอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ...คนแปลกหน้า.. คนผิวดำ...พาเที่ยว ...อามิสสินจ้าง.. ฝากของ.... สถานการณ์น่ากลัวกว่าที่คิดไว้มาก เหยื่อเกือบทุกรายตกอยู่ในภาวะต้องตกกระไดพลอยโจน แม้จะรู้ว่าถูกหลอกแต่ทุกอย่างก็สายเกินแก้ไข
............................................... 




กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อยู่ต่างแดน...ลูกหลานต้องหมั่นเรียนภาษาไทย


สถานทูตไทยที่กรุงย่างกุ้ง  จัดโครงการสอนภาษาไทยให้แก่บุตรหลานของคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศเมียนมาร์    โครงการนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมขนาดเล็ก   มีผู้ปกครองพากันนำบุตรธิดาที่มีอายุระหว่าง  ๘ – ๑๒ ขวบ จำนวน  ๒๕ คน มาเข้าชั้นเรียนเขียนอ่านภาษาไทย    เรียนกันตั้งแต่เก้าโมงเช้าไปจนถึงเที่ยงในทุกวันเสาร์  รวมแล้วใช้เวลาประมาณ  ๓  เดือน  งานนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น  เพราะเป็นโครงการพิเศษที่สถานทูตจัดขึ้นเพื่อมุ่งให้บริการแก่ชุมชนไทยโดยตรง  


    โครงการข้างต้นได้รับความร่วมมือจากคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก  ซึ่งเดินทางไปช่วยสอนภาษาไทยที่  Yangon University of Foreign Languages  กรุงย่างกุ้ง  และเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้  เนื่องจากในปัจจุบันเริ่มพบปัญหาว่า บุตรหลานจำนวนมากของคนไทยในต่างประเทศเริ่มพูดจาสื่อสารภาษาไทยไม่คล่องแคล่ว   ยิ่งหากบิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว  เด็กก็ยิ่งไม่ค่อยได้พูดภาษาไทย   พอนานวันเข้าบางคนถึงขั้นพูดไทยไม่ได้เลย  หรือพูดไม่ชัด ทั้งๆ ที่มีสายเลือดคนไทยเต็มตัว
    นี่เป็นปัญหาสำคัญที่กรมการกงสุลขอประชาสัมพันธ์มายังชุมชนคนไทยในต่างแดนให้ตระหนักและอย่าได้มองข้ามทีเดียว   การรู้ภาษาไทยถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของความเป็นไทย ทั้งในแง่เอกลักษณ์  ขนบธรรมเนียม  วัฒนธรรม   และจิตสำนึก  ...คนไทยทุกคนจึงต้องช่วยกันดูแลเรื่องนี้



สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง

กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล
กระทรวงการต่างประเทศ
123 ถ.แจ้งวัฒนะ ทุ่งสองห้อง หลักสี่ กทม 10210
โทร. 0 2575 1047-51
โทรสาร  0 2575 1052
www.consular.go.th
๓ มิถุนายน 2556