วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2555

เคนยาเตือนภัยก่อการร้าย





สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี รายงานด่วนว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศเคนยาได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนระมัดระวังภัยจากการก่อการร้ายจากกลุ่ม Al Shabaab ซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่ม Al-Qaeda คาดว่าจะก่อการร้ายขึ้นในเคนยาโดยเฉพาะกรุงไนโรบีเมืองหลวงในช่วงเวลานี้ ขณะนี้ ทางการเคนยาเพิ่มความระมัดระวัง เพิ่มการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยสถานที่เสี่ยงต่างๆ มากยิ่งขึ้น

กรุงไนโรบี กำลังตกเป็นเป้าหมายการก่อการร้ายของกลุ่มดังกล่าว หลังจากที่เคนยาได้ส่งกองกำลังเข้าร่วมปราบปรามกองโจรในประเทศโซมาเลียเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 เป็นต้นมา โดยกลุ่มก่อการร้ายนี้ได้เคยก่อเหตุในเคนยานับครั้งไม่ถ้วนในหลายพื้นที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ตำรวจเคนยายังระบุด้วยว่า กลุ่มก่อการร้ายจำนวนหนึ่งได้เข้าไปฝึกอาวุธในโซมาเลียและจะกลับมาก่อการร้ายในเคนยา

นับแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ สำนักงานสหประชาชาติในกรุงไนโรบี ได้แจ้งเตือนให้บุคคลในคณะทูตและครอบครัวหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาเก็ต โรงภาพยนต์ สถานนีรถประจำทาง โรงแรมขนาดใหญ่ ตลอดจนบาร์หรือแหล่งบันเิทิง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่อาจมีการก่อการร้ายขึ้น พร้อมทั้งขอให้งดเดินทาไปในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะจังหวัดแถบ Rift Valley เมือง Turkana รวมทั้งจังหวัดต่างๆ ใน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเคนยาที่ตั้งอยู่ใกล้พรมแดนโซมาเลีย

สถานเอกอัครราชทูตฯ ก็ได้แจ้งเตือนคนไทยในเคนยาให้ระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิตประจำวันโดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานทูตและทางการเคนยาเพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นที่ใด เวลาใด

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไนโรบี


 

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

คนไทยถูกจับฉลองปีใหม่ในมาเลเซีย




 ตำรวจมาเลเซียต้อนรับปีใหม่โดยการออกกวาดล้างสถานบันเทิงในกรุงกัวลาลัมเปอร์และจับกุมคนต่างชาติได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้มีคนไทยทั้งชาย-หญิง รวมอยู่ด้วยถึง 33 คน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต้องส่งกงสุลไทยและเจ้าหน้าที่แรงงานออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้พร้อมทั้งขอเข้าเยี่ยมคนไทยที่ถูกจับกุมทั้งหมดด้วย

จากการพูดคุยกับคนไทยที่ถูกจับกุม พบว่า ส่วนที่เป็นหญิงไทย 24 คน อ้างว่าเดินทางเข้าไปเที่ยวในมาเลเซียได้หลายวันแล้วและได้เข้าไปเที่ยวผับเพื่อฉลองปีใหม่ (เคาท์ดาวน์) กับเพื่อนชายชาวมาเลย์และถูกตำรวจเข้าจับกุม ทั้งหมดอ้างว่าไม่ได้ทำผิดอะไรและปฏิเสธที่จะบอกชื่อหรือขอรับความช่วยเหลือจากกงสุล โดยขณะที่กงสุลเข้าไปเยี่ยมที่สถานีตำรวจ สังเกตเห็นว่ามีชาวมาเลย์หลายคนกำลังให้คำแนะนำในการตอบคำถามกับตำรวจด้วย   
ส่วนคนไทยอีก 9 คน (ชาย 7 คน หญิง 2 คน ) ที่เป็นนักร้องนักดนตรีถูกนำตัวไปฝากขังไว้ยังสถานีตำรวจอีกแห่งหนึ่งซึ่งตำรวจได้ตั้งข้อหาในเบื้องต้นคือไม่มีใบอนุญาตทำงาน
ตำรวจมาเลย์เจ้าของคดีได้แจ้งแก่กงสุลว่า คนไทยเหล่านี้เข้ามาทำงานตามผับต่างๆ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ บ้างเป็นคนเชียร์แขก บ้างเต้นโคโยตี ที่เป็นนักร้องนักดนตรีก็มีด้วยเช่นกัน ทั้งหมดถูกจับกุมในผับ 2 แห่ง และถูกตั้งข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต เข้าเที่ยวสถานบันเทิงกับชายอื่นที่ไม่ใช่สามี และหากตรวจปัสสาวะแล้วพบสารเสพติดจะตั้งข้อหาเพิ่มอีก

ในเรื่องการเดินทางไปทำงานในมาเลเซียนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลัวเปอร์ และสำนักงานแรงงานไทยในมาเลเซีย ได้มีการแจ้งข้อมูลและเตือนมาเป็นระยะให้คนไทยโดยเฉพาะผู้หญิง ให้ระมัดระวังตรวจสอบข้อมูลให้ดีเสียก่อน และหญิงไทยห้ามเข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิงกับชายอื่นที่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นสามีจริง เพราะนอกจากจะถูกจับกุมและตั้งข้อหาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตแล้ว อาจโดนข้อหาค้าประเวณีด้วย
ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมแต่ก็มีคนหลากเชื้อชาติหลายศาสนาและความเชื่อจึงมีคนมาเลย์ที่ไม่ใช่มุสลิมอยู่จำนวนไม่น้อยซึ่งคนเหล่านี้ต้องการความบันเทิงเริงรมณ์ การทำธุรกิจบันเทิงถือเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ดีจึงมีการบริการด้านแหล่งบันเทิงและสถานเริงรมณ์เปิดบริการจำนวนมากโดยเจ้าของกิจการจะจัดส่งเอเยนต์ไปชักชวนคนต่างชาติโดยเฉพาะคนไทยไปทำงานหลากหลายวิธีและยอมจ่ายใต้โต๊ะให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการท้องถิ่น

จึงขอย้ำเตือนกันมาอีกครั้งให้แก่ผู้ที่ประสงค์จะไปเที่ยวหรือทำงานในประเทศมาเลเซียโดยคาดหวังจะให้นายจ้างจัดหาใบอนุญาตให้ภายหลังนั้น ถือเป็นการหลอกลวง เสี่ยงภัยและอาจถูกจับกุมดำเนินคดีซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตฯ เองก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้กระทำผิดได้มากนัก

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์
           สำนักงานแรงงานไทยประจำประเทศมาเลเซีย

โครงการแลกเปลี่ยน...ดีจริงหรือ??




ปัจจุบันมีการจัดโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนและนักศึกษาเพื่อเดินทางไปต่างประเทศเกิดขึ้นจำนวนมาก และกำลังเป็นที่นิยมของเด็กไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็น “โอกาส” ที่ช่วยให้เยาวชนได้เดินทางไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างประเทศ
แต่โอกาสดังกล่าวไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิดเสมอไป...
บ่อยครั้งที่สถานเอกอัครราชทูต/ สถานกงสุลใหญ่ไทย ในต่างประเทศ ได้รับคำร้องเรียนขอความช่วยเหลือในกรณีนักเรียนจากโครงการแลกเปลี่ยนเหล่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่าย ที่ผู้เข้าร่วมโครงการต้องจ่ายมากกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนเดินทาง
ล่าสุด สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ได้รายงานการช่วยเหลือเด็กไทยในโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งในนครโอซากา ซึ่งผิดสัญญาการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในด้านค่าเทอมเรียนภาษา ค่าที่พัก และค่าอาหาร ทำให้ทั้งเด็กและผู้ปกครองเดือดร้อนต้องจ่ายเงินในส่วนดังกล่าวเองเมื่อเดินทางไปถึง และเนื่องจากค่าครองชีพในญี่ปุ่นสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่า ยากที่เด็กจะสามารถดูแลตัวเองได้โดยลำพัง สุดท้ายต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย
กรมการกงสุลจึงขอฝากข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนด้วยว่าจะต้องตรวจสอบโรงเรียนสอนภาษา หรือบริษัทที่รับจัดโครงการฯ ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่? มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนเท่าไร? ที่สำคัญเด็กจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอะไรด้วยตนเองบ้าง? และอย่าลืมตรวจสอบว่าโครงการฯ ได้จัดทำประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่?
...คำถามเหล่านี้ ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนก่อน จึงค่อยตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ...

ที่มา : กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ
กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ


วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ชีวิตเสี่ยงภัยในแอฟริกา


สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศแถบแอฟริกาหลายแห่งได้รายงานสถานการณ์ในประเทศต่างๆ ในแอฟริกา ซึ่งเป็นภัยอันตรายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนไทยและผลประโยชน์ของคนไทยที่อาศัย ทำงาน หรือพำนักอยู่ในประเทศแถบนี้ โดยนอกจากจะเป็นภัยเล็กน้อย เช่นการที่มีคนไทยถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศในแอฟริการีดไถ (ดังที่ได้เคยนำเสนอไปแล้ว) ยังมีอันตรายในอีกหลายรูปแบบที่คนไทยต้องระมัดระวัง เช่นกรณีที่เจ้าหน้าที่บริษัท ซี พี ของไทย ถูกคนร้ายบุกเข้าปล้นถึงในห้องนอน ทั้งที่บ้านพักมีรั้วรอบและมียามรักษาความปลอดภัยถึง 15 คน หรือกรณีคนร้ายบุกปล้นและเผาที่ทำการของบริษัทแห่งหนึ่งที่มีคนไทย 4 คนทำงานอยู่ ทำให้เอกสารต่างๆ รวมทั้งหนังสือเดินทางถูกเผาทำลายเสียหายทั้งหมด ซึ่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของกรณีที่เกิดขึ้นซึ่งเป้าหมายของมิจฉาชีพเหล่านี้ก็คือชาวต่างชาติ จึงขอให้คนไทยพึงระมัดระวัง แม้ว่าสถานเอกอัครราชทูตฯ ของไทยแต่ละแห่งจะพยายามช่วยเหลือคนไทยในทุกทางที่จะกระทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาได้เพราะแม้แต่ทางการของประเทศเหล่านั้นเองก็ยังไม่สามารถดูแลความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่ จึงฝากเตือนมาเพราะไม่อยากเห็นคนไทยต้องตกอยู่ในภยันตรายเหล่านี้


สถานทูตไทยยังฝากเตือนคนไทยด้วยว่าหลายประเทศในแอฟริกายังมีปัญหาหนักมากในหลายด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองและความรุนแรงทางศานา ส่งผลให้เกิดความไม่สงบ การประท้วงรุนแรง ไปจนถึงการสู้รบ มีคนต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ใครที่จำเป็นต้องอาศัยในประเทศแถบนี้ก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากและควรติดต่อกับสถานทูตไทยสม่ำเสมอ รวมทั้งติดตามข่าวสารของบ้านเมืองของเขาให้ดี ส่วนใครที่จำเป็นต้องเดินทางไปประเทศแถบนี้ก็ขอให้ตรวจสอบสถานการณ์ให้ถี่ถ้วนรอบคอบ และไม่ควรไปคนเดียวโดยเฉพาะสุภาพสตรี


วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คนไทยลักลอบเข้าไปทำงานในรัสเซียมากขึ้น




สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย รายงานกรณีคนไทยลักลอบเข้าไปทำงานในประเทศรัสเซียและประเทศกลุ่มที่ใช้ภาษารัสเซีย โดยสถานทูตต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือส่งตัวกลับประเทศไทยแล้วกว่า 40 ราย มีทั้งคนไทยในรัสเซีย ยูเครน และคาซัคสถาน และยังมีมากว่า 60 รายที่อยู่ระหว่างรอความช่วยเหลือให้สถานทูตเจรจากับนายจ้างและทางการท้องถิ่น

คนไทยที่เดินทางเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในรัสเซียและกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษารัสเซีย พบว่ามีทั้งใช้วีซ่าผิดประเภท และใช้ประโยชน์จากการยกเว้นการตรวจลงตรา (คนไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศรัสเซียโดยไม่ต้องมีวีซ่าและอยู่ในรัสเซียได้ 30 วัน) รวมทั้งพวกที่ถูกหลอกจากนายจ้างว่าเข้าไปแล้วจะต่อวีซ่าทำงานให้ แต่ในที่สุดก็กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายและอยู่เกินกำหนดเกือบทั้งสิ้น ทำให้สถานทูตได้รับการร้องเรียนเป็นรายวันให้ไปช่วยเจรจากับนายจ้างและทางการงานส่วนใหญ่ที่คนไทยนิยมลักลอบเข้าไปทำงาน มีทั้งงานนวดสปา งานร้านอาหาร ไปจนถึงการลักลอบค้าบริการทางเพศของสาวประเภทสอง 

กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เสียภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทยรวมทั้งคนไทยในรัสเซียที่พำนักและทำงานอยู่ในรัสเซียอย่างถูกต้อง สถานเอกอัครราชทูตฯ ยังรายงานด้วยว่า แนวโน้มของคนไทยที่เดินทางไปรัสเซียและประเทศที่ใช้ภาษารัสเซียมีจำนวนเพิ่มขึ้น แม้ว่าสถานทูตจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการให้ความดูแลคุ้มครองแต่นั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่สาเหตุ เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว จึงขอเตือนให้พี่น้องคนไทยที่จะเดินทางไปรัสเซียและประเทศที่ใช้ภาษารัสเซียโปรดตรวจสอบให้ดี และควรให้ความร่วมมือในการดำเนินการขออนุญาตไปทำงานต่างประเทศให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแม้ต้องใช้เวลานานในขั้นตอนเอกสารแต่ก็ยังพอจะแน่ใจได้ว่าท่านจะเดินทางไปทำงานในรัสเซียอย่างถูกต้อง ไม่ต้องไปแล้วประสบปัญหาเรื่องเอกสารทำให้กลายเป็นผู้ลักลอบทำงานในต่างประเทศอย่างผิดกฎหมายและต้องถูกส่งตัวกลับประเทศไทยซึ่งจะมีแต่เสียประโยชน์ของท่านเองและยังเป็นการทำลายภาพพจน์ชื่อเสียงของประเทศชาติและคนไทยอื่นๆ ด้วย

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ร กรุงมอสโก

คนไทยถูกรีดไถในแอฟริกา



สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศแถบแอฟริกากลางรายงานว่า ได้เกิดกรณีบ่อยครั้งที่คนไทยที่เดินทางผ่านหรือทำงานในประเทศในภูมิภาคแอฟริกาถูกเรียกร้องเงินโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ โดยมิชอบ หรือจะเรียกอีกอย่างคือถูกรีดไถนั่นเอง ทั้งที่มีเอกสารแสดงตนหรือเอกสารเกี่ยวกับการทำงานถูกต้องทุกอย่าง โดยเจ้าหน้าที่จะทำเป็นขอตรวจเอกสารและจะยึดไว้จนกว่าจะได้ีรับเงิน ดังเช่นเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ก็มีคนไทยที่ทำงานในประเทศในแถบแอฟริกากลางถูกตำรวจรีดไถ ต้องเสียเงินไปหลายสตางค์ และไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยรายนี้ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ เพราะครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว
สถานที่ที่มีการรีดไถกันมากที่สุดเห็นจะเป็นที่สนามบิน โดยมีทั้ง ตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร บางครั้งก็มีเจ้าหน้าที่สายการบินและพ่อค้ารู้เห็นเป็นใจด้วย แม้แต่อาหารที่คนไทยมักชอบนำติดตัวไปเช่น น้ำปลา กะปิ เครื่องปรุงอาหาร ก็จะกลายเป็นปัญหาเพราะเจ้าหน้าที่จะตรวจตราเข้มงวดและมักจะต้องจบลงโดยถูกรีดไถเงินเพื่อความสะดวกให้ผ่านของได้
สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ฝากเตือนมายังคนไทยที่จะเดินทางไปหรือผ่านประเทศในภูมิภาคแอฟริกาให้ระวังการถูกรีดไถจากคนพวกนี้ให้ดี และถ้ามีใครมาเสนอขายอวัยวะหรือชิ้นส่วนหรือซากของสัตว์ป่าก็ขอให้งดซื้อสินค้าเหล่านั้นเนื่องจากผิดกฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง นอกจากนี้ การนำสินแร่ต่างๆ หรือหินมีค่าออกจากประเทศแถบนี้จะต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นอาจได้รับโทษทั้งจำทั้งปรับ






หากท่านพบปัญหาถูกรีดไถโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือของสายการบิน ขอให้จดชื่อและตำแหน่ง วันเวลาที่ถูกรีดไถ และแจ้งสถานเอกอัครราชทูตของไทยในประเทศนั้นๆ หรือประเทศใกล้เคียง หรือกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการต่อไป

ที่มา  : กระทรวงการต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หญิงไทยกับยาเสพติด…อีกหนึ่งราย



คดีเกี่ยวกับยาเสพติดไม่เคยห่างหายไปจากสังคมไทย ที่ผ่านมามักจะมีเรื่องราวที่ทำให้สะเทือนใจไม่ว่าจะอยู่ในหรือภายนอกประเทศ
          ล่าสุด สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง (ภาคใต้ของจีน) ได้รายงานเกี่ยวกับหญิงไทยต้องโทษจำคุกในคดีลักลอบขนยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ เธอถูกศาลที่ประเทศจีนตัดสินประหารชีวิต และขณะถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ ได้คลอดบุตรเป็นทารกเพศหญิงซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-แอฟริกันผิวดำ โดยหญิงไทยคนดังกล่าวไม่ทราบแม้แต่ชื่อบิดาของบุตร... รู้แต่เป็นคนสัญชาติไนจีเรีย
กรณีนี้ เกิดขึ้นจากหญิงไทยคนดังกล่าวได้รู้จักกับผู้ชายชาวจีนผ่านโปรแกรมแชตทางอินเตอร์เนทและได้รับการเสนองานให้ทำ อ้างว่าเป็นงานสบายและมีรายได้ดี ถึง 50,000 - 60,000 บาทต่อครั้ง งานที่ว่า... ก็ไม่พ้นงานขนยาเสพติดนั่นเอง!!
เธอได้รับจ้างขนยาเสพติด ติดต่อกันมาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยมักจะได้รับการติดต่อให้ไปรับกระเป๋าจากประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้หรือแอฟริกา บินกลับมากรุงเทพฯ เพื่อขนต่อไปยังประเทศจีนหรือมาเลเซีย แต่ในที่สุดก็ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของด่านโหย่วอี๋จับกุม พร้อมเฮโรอีน 3,136 กรัม ในกระเป๋าเดินทาง
กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด เพราะไม่เพียงแต่หญิงไทยผู้นี้ต้องรับเคราะห์กรรม แต่บุตรของเธอยังต้องตกเป็นเหยื่อไปด้วย ทารกคนนี้จะไม่มีบิดามารดาเลี้ยงดู และจะขาดความอบอุ่นไปตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2554 คุณมาลัย เรียวเดชะ เจ้าหน้าที่ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง ได้ช่วยพาทารกหญิงลูกครึ่งไทย-ไนจีเรียคนนี้ เดินทางจากเรือนจำในประเทศจีนกลับเมืองไทย และส่งมอบให้สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อรับอุปการะเลี้ยงดูต่อไป
“ขอย้ำอีกครั้งว่า โทษทัณฑ์เกี่ยวกับคดียาเสพติดนั้น ไม่ว่าที่ไหนในโลก จะมีบทลงโทษรุนแรงเสมอ ถูกสังคมประนาม และที่สำคัญเป็นเรื่องยากมากที่ทางราชการจะเข้าไปช่วยเหลือให้ท่านพ้นผิดได้”

ที่มา : สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง
        กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ  กรมการกงสุล